Xtreme Online 37 – ภารกิจของเจ็ดนางฟ้า

XO ตอนที่ 37 – ภารกิจของเจ็ดนางฟ้า

“หน้าโง่ มัวแต่ทำสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ได้”

เตียวเสี้ยนยื่นใบหน้าที่สวยงามน่าลุ่มหลงเข้ามาใกล้พร้อมกับส่งเสียงเรียกสติ แม็กซึ่งครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่างจึงตื่นจากภวังค์ เขากำลังคิดย้อนกลับไปว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจนั้นถูกต้องหรือไม่

ความสัมพันธ์รักแบบลับ ๆ กับราชินีถูกแซนดี้สาวสูงศักดิ์ในวังรับรู้ผ่านทางกลิ่นน้ำหอมและรอยจูบบนลำคอ หากแซนดี้นำเรื่องนี้ออกไปแฉพร้อมกับหลักฐาน ต่อให้ไม่มีคนเชื่อก็คงจะต้องมีคนสงสัย และนั่นจะทำให้เรื่องราวกลายเป็นยุ่งยากปั่นป่วน ดังนั้นเขาจึงย่อมไม่อยากให้ความลับนี้หลุดออกไปในเวลานี้

หากไม่อยากให้ความลับหลุดออกไปต้องทำเช่นไร? คำตอบของคำถามนี้มีหลากหลายยิ่ง หากเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยมคงจะมองหนทางที่เฉียบขาดเช่นฆ่าฟันเพื่อปิดปากอีกฝ่าย แต่ว่าพื้นฐานของเขาไม่ได้มีแนวคิดเลือดเย็นถึงเพียงนั้น เขาจึงเพียงแค่บังเกิดความคิดที่จะใช้กำลังทำให้แซนดี้เป็นทาสรักของเขาเพื่อปิดปาก

น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ลงมือทำเช่นอย่างที่คิด เพราะนั่นขัดกับแนวทางของเขา เขาไม่ชอบใช้กำลังฝืนใจใคร แต่อาจจะยกเว้นกับคนที่ลงมือทำร้ายเขาก่อน ซึ่งแซนดี้ไม่ได้ลงมือทำร้ายอะไรต่อเขาเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่ท่าทีเป็นศัตรู และเธอยังเป็นเพื่อนสนิทของลิลลี่ซึ่งเป็นผู้หญิงของเขาด้วยอีกทางหนึ่ง เขาจึงฝืนใจทำร้ายแซนดี้ไม่ลง

“ไม่ได้เครียดซะหน่อย ก็แค่คิดอะไรเพลิน ๆ ว่าแต่ห้องนอนนี่ก็ใหญ่โตดีจังนะ แล้วทำไมทุกคนมานอนห้องเดียวกันหมดเลยล่ะ”

แม็กพูดบ่ายเบี่ยงและหันไปมองดูความงามวิจิตรประหนึ่งสวรรค์สร้างของเตียวเสี้ยนด้วยความหลงไหล ก่อนจะทำทีเป็นมองไปรอบห้องนอนขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดกว้างขวางเพียงพอที่จะมีเตียงนอนอยู่มากถึงแปดเตียง และนี่คือห้องรับรองที่ทางวังหลวงได้จัดไว้รับรองแปดนางงามจากทวีปไชนี่

พวกเธอมาที่นี่ในสถานะนักแสดงหรือก็คือแขกของวังหลวง และในทางลับ ๆ แล้ว พวกเธอมาอยู่ที่ห้องใกล้กับเจ้าหญิงรัชทายาทอันดับหนึ่งก็ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย เจ้าหญิงเรนเน่แสดงท่าทีออกมาอย่างชัดแจ้งว่าคอยปกป้องแปดนางงามให้พ้นจากมือของเจ้าชายวิลเลี่ยม

“อยู่ห้องเดียวกัน หากมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ หากอยู่ลำพังเกรงว่าอาจจะเสียท่าคนเลวก็เป็นได้”

เตียวเสี้ยนตอบแฝงความนัย ความหมายของเธอชัดเจนอยู่ในประโยค แม้จะได้รับการปกป้องจากเจ้าหญิงเรนเน่ แต่ว่าเจ้าชายวิลเลี่ยมก็มิใช่คนธรรมดา หากวันใดเจ้าหญิงไม่อยู่ แล้วเจ้าชายใช้เล่ห์กลหมายครองครองร่างกายของพวกเธอ แล้วใครหน้าไหนจะกล้าออกหน้าขวางทาง

หากแยกกันพักผ่อนอยู่เพียงลำพัง หากเกิดเหตอาจจะยากป้องกัน แต่หากพวกเธออยู่รวมกัน พลังฝีมือที่ไม่ธรรมดาของแต่ละนางนั้นสามารถยันกับทหารชาญศึกสักสองหรือสามกองร้อยได้ไม่ยาก ดังนั้นการนอนร่วมกันจึงปลอดภัยกว่าอย่างที่เตียวเสี้ยนกล่าวไว้

“หึ หึ ถ้าเจ้าชายมันกล้าแตะพวกเตียวเสี้ยนแม้แต่นิดเดียว รับรองได้ว่ามันจะโดนจับไปขึงพืดแล้วเชือดให้กลายเป็นขันทีให้ดู”

แม็กกัดฟันด้วยความหงุดหงิด และนี่เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ที่เขาไม่ได้ฉวยโอกาสฆ่าเจ้าชายวิลเลี่ยมทิ้งเมื่อมีโอกาสตอนอยู่ในสุสานมืด

คำขู่ของแม็กเรียกรอยยิ้มพึงพอใจของเตียวเสี้ยนออกมา ในขณะที่อีกเจ็ดนางงามนั้นเพียงยิ้มเล็กน้อย พวกเธอสงวนท่าทีไม่แสดงอาการอะไรออกมามากเกินไป ทั้งที่แววตาของพวกเธอกำลังเต้นระริกยินดีที่ได้พบเจอกับชายคนรักอีกครั้ง

เหตุผลที่ต้องเก็บอาการเอาไว้ ก็เป็นเพราะเวลานี้ในห้องนอนไม่ได้มีแค่พวกเธอ หากแต่ยังมีสาวใช้อีกสามนางที่กำลังขะมักขะเม้นจัดเตียงนอนอีกหนึ่งเตียงขึ้นมาใหม่ และตอนนี้ประโยคคำขู่ของแม็กได้ทำให้สาวใช้ทั้งสามนางสะดุ้งโหยงหันไปมองหน้ากันเองด้วยความแตกตื่นลนลาน เพราะต่างก็ไม่นึกว่าเทพธนูจะกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้

เตียงนอนที่กำลังถูกจัดอยู่นี้ย่อมเป็นของแม็กอย่างไม่ต้องสงสัย และหากนับกันตามกฎเกณฑ์แล้ว การกระทำของแม็กออกจะผิดกฎระเบียบไม่ดีงามอยู่บ้าง เพราะการปล่อยให้บุรุษมานอนพักร่วมกันกับแปดนางงามในบริเวณใกล้กับห้องพักของเจ้าหญิงรัชทายาทนั้นนับได้ว่าไม่เหมาะสม เพียงแต่นี่เป็นความต้องการของทั้งสองฝ่าย และแม็กยังยื่นคำขาดว่าจะพาแปดนางงามไปพักนอกวังหากไม่ให้เขามาพักด้วย

เมื่อเจ้าหญิงรัชทายาทซึ่งมีอำนาจสูงสุดในตอนนี้ไม่อยู่ในวังหลวง จึงไม่มีใครกล้าตัดสินใจ ทางองค์ราชินีและมหาอุปราชซึ่งมีอำนาจรองลงมาก็ไม่ได้ออกปากคัดค้าน ถึงแม้เจ้าชายวิลเลี่ยมจะแสดงท่าต่อต้าน แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมหรือเป็นรูปธรรมเพียงพอในการคัดค้าน

ด้วยเหตนี้ เหล่าทหารองครักษ์ในวังจึงไม่รู้สึกว่าควรห้ามปราม สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยให้แม็กเข้ามาในเขตวังชั้นใน เพื่อพักผ่อนร่วมกับแปดนางงาม แต่เพื่อความปลอดภัยและป้องกันข่าวลือที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหญิงรัชทายาทซึ่งอาจจะกลับมาได้ทุกเมื่อ จึงได้มีการเพิ่มองครักษ์ในบริเวณนี้อีกเกือบเท่าตัว

แม็กรับรู้ผ่านสัมผัสแห่งกาลเวลาได้ถึงจำนวนของทหารที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณเขตวังหลวงชั้นใน และเข้าใจการเก็บสงวนท่าทีของเหล่าแปดดนางงามเพราะมีสาวใช้อยู่ในห้องด้วย แต่เขาขี้คร้านจะสนใจอะไรมากนัก เพราะยังคงครุ่นคิดว่าเขาทำถูกแล้วหรือไม่ที่ปล่อยแซนดี้ไปโดยไม่ได้ทำอะไรเลย

ในช่วงเวลานั้นถือว่าก็มีความเสี่ยงอะไรหลายอย่าง ต่อให้เขาใจแข็งพอและคิดลงมือจัดการกับแซนดี้ให้เป็นทาสรัก แต่ว่าสถานที่และเวลาไม่เอื้ออำนวย โอกาสผิดพลาดถูกจับเป็นโจรราคะนับว่าสูงลิบลิ่วจนไม่คุ้มเสี่ยง ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้และง่ายที่สุดก็คือลงมือฆ่าแซนดี้ จากนั้นมอบลมหายใจนิรันดรเพื่อรักษาสภาพ และบงการใช้งานเธอในสภาพศพ แต่นั่นเป็นทางเลือกที่เขาไม่อยากทำมากที่สุด

สุดท้ายเขาก็ได้แต่ปล่อยแซนดี้ไปโดยไม่ได้ทำอะไร เขาแค่รับปากตามคำขอว่าจะทำงานให้เธอหนึ่งอย่าง เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่รู้สึกถึงความมุ่งร้าย จึงทดลองเสี่ยงดวงดู และดูเหมือนว่าดวงของเขาจะไม่เลวนัก เพราะแซนดี้ไม่ได้แฉเรื่องนี้ออกมาตอนอยู่ต่อหน้าผู้คน ซึ่งนั่นนับเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่สุด หากเธอพูดแฉในช่วงเวลานั้น ก็อาจจะมีคนสังเกตพิสูจน์เขาและราชินีซึ่งอาจจะมีความผิดปกติบางอย่างบ้าง

เมื่อแซนดี้ไม่ได้พูดแฉในช่วงเวลานั้นเขาจึงโล่งใจขึ้นมา เพราะการพูดหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้วจะทำให้ไม่มีหลักฐานยืนยัน ความน่าเชื่อถือจะลดต่ำลงไปมาก แต่ก็อาจจะยังทำให้ผู้คนเกิดความระแวงสงสัยได้อยู่ดี ดังนั้นหากแซนดี้ไม่พูดก็จะเป็นการดีที่สุด

เขาตื่นจากภวังค์ความคิดอีกครั้งเมื่อสาวใช้จัดเตรียมเตียงนอนเสร็จเรียบร้อย และเดินออกจากห้องไป ทั้งห้องที่มีเพียงเขาและเหล่าแปดนางงามกลายเป็นนิ่งเงียบไปช่วงเวลาหนึ่ง กระทั่งเมื่อพวกเธอคนหนึ่งเดินไปล๊อคประตูไม่ให้คนนอกเข้ามา สาวงามทั้งแปดจึงค่อยโผกายนุ่มนิ่มเข้าไปหาชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวในห้องหับราวกับลูกแมวน้อยที่โหยหาไออุ่น

ความนุ่มนิ่มเต่งตึงของเรือนกายทั้งแปดที่ถาโถมเข้ามาทำให้แม็กหายเคร่งเครียดโดยพลัน กลิ่นกายหอมดุจดอกไม้ยิ่งทำให้เขาครางอืมมีความสุขราวกับได้ขึ้นสวรรค์

เตียวเสี้ยนซึ่งยึดครองตำแหน่งที่ดีที่สุดชิงเสนอจูบให้เขาเป็นคนแรก ก่อนที่แม็กจะตอบสนองด้วยการมอบรสจูบร้อนแรงให้กับเธอจนตัวอ่อนระทวย ในช่วงเวลานั้นสาวงามที่เหลือก็มิได้อยู่นิ่ง พวกเธอเบียดกายหอมกรุ่นเข้าหาพร้อมทั้งเสนอจูบและตะปบมือลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อแกร่งด้วยความโหยหา ความปราถนาที่ถูกเก็บกดเอาไว้หลายค่ำคืนพลุ่งพล่านราวกับน้ำเดือด

เสียงครวญครางสุขสมและเสียงหอบกระเส่าดังสะท้านอยู่ในห้องหอ แม็กรู้สึกราวกับตนเองกำลังสำลักความสุข รอบกายมีแต่ความนุ่มนิ่มหอมกรุ่นรุมล้อม ทุกที่ทางที่เขาคว้ามือสัมผัสมีแต่ความเต่งตึงของเลือดเนื้อสาวสะคราญที่กำลังเร่าร้อน

แม้ว่าเหล่าแปดนางงามจะวางตัวเรียบ ๆ ร้อย ๆ ต่อสายตาคนนอกอยู่เสมอ แต่ว่าพวกเธอเองก็เป็นเพียงสตรีที่มีความปรารถนาเฉกเช่นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เคยลิ้มรสความสุขหฤหรรษ์ก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อพวกเธอได้ลิ้มลองจนแทบสำลัก เพลิงไฟแห่งความปรารถนาก็มิเคยดับลงแม้แต่วินาทีเดียว พวกเธอต่างก็รอคอยช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับชายคนรักในสถานที่ส่วนตัวไร้ผู้คนรบกวน

ความปรารถนาที่เก็บกดไว้นั้นพลุ่งพล่านเกินระงับ ไม่มีประโยคสนทนาอันใดปรากฎขึ้นมาแม้สักคำในห้องหับ มีแต่เพียงเสียงหอบครางและเสียงสวบสาบของเสื้อผ้าที่เสียดสีกัน ก่อนที่จะถูกถอดปลดเปลื้องออกไปทีละชิ้นจนหนุ่มสาวทั้งเก้าชีวิตอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า

แม็กโดนจับนอนหงายลงบนเตียงนอน ในขณะที่สาวงามทั้งแปดโถมรุมล้อมใช้ปากและมือเล้าโลมปลุกเร้าอารมณ์จนแม็กตัวกระตุกครางกระเส่า โดยเฉพาะตรงพื้นที่กลางหว่างขาที่มีศีรษะสวยได้รูปสี่ศีรษะเบียดเสียดกันเข้าไปใช้ฝีปากปลุกกระตุ้นราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไป

ความพลุ่งพล่านที่ใกล้ระเบิดทำให้แม็กต้องคว้ามือจับหนึ่งในสาวงามแล้วพลิกร่างไปนอนคร่อมโถมทับสอดใส่อย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของเทียนซูพี่ใหญ่ของพี่น้องสกุลเทียนทอประกายหยาดเยิ้มยินดียิ่งเพราะเธอได้รับสิทธินี้เป็นคนแรก

เทียนซูสะบัดหน้าเริ่ดไปมาเมื่อเขาขยับโยกร่างราวกับสัตว์ป่า น่าแปลกที่ภายใต้การกระทำที่รุนแรงราวกับสัตว์ป่านั้นเธอกลับมิได้รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย สิ่งที่เธอสัมผัสได้มีแต่เพียงความสุข และความหฤหรรษ์ที่เต้นเร่าราวกับกองเพลิง

เธอส่งเสียงหวีดร้องเมื่อถึงจุดสุดยอดแห่งความสุข จากนั้นเขาก็ผละจากร่างที่อ่อนระทวยของเทียนซูไปยังร่างของสตรีอื่นแทบจะในทันที และผู้โชคดีในครั้งนี้ก็คือเตียวเสี้ยนซึ่งรอคอยจังหวะอยู่แล้ว

เตียวเสี้ยนเผยอปากจูบแลกลิ้นกับเขาตลอดเวลาที่สะโพกของเขาขยับเคลื่อนไหว จวบจนกระทั่งเมื่อโดนกระตุ้นเร้าจนถึงสรวงสวรรค์เธอจึงค่อยคลายจากจูบเพื่อส่งเสียงสูดปากครางสุขสม หลังจากนั้นเขาก็ต้องผละร่างจากไปยังสตรีร้อนสวาทที่ยังมิได้รับความสุขสมจนถ้วนทั่ว

เวลาแห่งความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วยิ่ง แม็กนอนหอบหายใจบนพื้นพรมด้วยความเหน็ดเหนื่อยหากทว่าสุขสมพึงพอใจอย่างที่สุด ข้างกายของเขามีสตรีที่แสนงดงามแปดนางนอนหลับตาพริ้มหอบหายใจเหนื่อยอ่อน ร่างกายขาวโพลนของพวกเธอมีแต่รอยจ้ำแดงและเม็ดเหงื่อ หากทว่าบนใบหน้ากลับมีแต่ความสุขสมราวกับได้ขึ้นสวรรค์

แม็กนอนพักผ่อนพลางลูบมือสัมผัสไปตามก้อนเนื้อเนียนนิ่มกลมกลึงของเตียวเสี้ยน ถึงแม้สาวงามทั้งแปดจะนับว่าสวยงามเปี่ยมเสน่ห์ยั่วน้ำลายกันทุกคน​ หากทว่าเขาก็ยังรู้สึกหลงไหลในเรือนกายของเตียวเสี้ยนมากกว่าคนอื่น ซึ่งก็นับว่าสมแล้วกับที่เป็นหนึ่งในสุดยอดร้อยแปดสาวงามของเกมนี้

“หน้าโง่ ยังรังแกผู้อื่นไม่อิ่มหนำอีกหรือไร อืมมม อือออ”

เตียวเสี้ยนซึ่งถูกบีบเค้นยอดทรวงอกส่งเสียงประท้วงก่อนจะเม้มปากครางสะท้าน เพราะเขากำลังใช้นิ้วบดบี้เขี่ยวนกระตุ้นเร้าไม่ได้หยุด และนั่นกำลังทำให้อารมณ์ของเธอเริ่มปั่นป่วนพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่เธอถูกเขาชักนำถึงสรวงสวรรค์ไปแล้วถึงสามรอบด้วยกัน

“แค่คนละสองสามรอบเอง ยังไม่พอหรอก อย่างน้อยก็ต้องสักสิบรอบ”

แม็กตอบเสียงหื่นพร้อมกับขยับร่างโน้มตัวลงไปอ้าปากงับดูดเลียตรงปลายยอดที่แข็งเต่งเป็นเม็ด เขาอาจจะพูดเกินจริงไปบ้างเรื่องสิบรอบต่อคน แต่ว่าตอนนี้เขายังมีเรี่ยวแรงหลงเหลืออยู่ หรือหากว่าเขาเหน็ดเหนื่อยเกินไป ก็ยังสามารถใช้เวทย์มนตร์ของอาชีพนักบวชฟื้นฟูพลังกลับมาได้อีกหลายรอบ

“อืมมมม อือออออ อูยยยสสสส”

เตียวเสี้ยนขบเม้มริมฝีปากตนเองด้วยความเสียวแปลบปลาบ ก่อนจะก้มลงมองดูศีรษะที่ขยับไหวไปมาบนทรวงเต้าของตนเองด้วยแววตาซึ่งมากล้นด้วยเพลิงไฟปรารถนา เพียงแค่ได้ยินเขาบอกว่าจะกระทำต่อให้ครบสิบครั้ง อารมณ์ที่เพิ่งสงบลงเพราะอิ่มเอมก็เริ่มตื่นตัวหิวโหยขึ้นมาใหม่เสียแล้ว และตอนนี้เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ามีธุระสำคัญอะไรบางอย่างที่ลืมพูดคุยกับเขา

“เดี๋ยว … เดี๋ยวก่อน ข้ามีเรื่องสำคัญต้องบอกกล่าวกันก่อน”

เธอส่งเสียงร้องห้ามเมื่อเขาจับเธอจัดท่าทางเตรียมร่วมรักอีกครั้ง เขาจึงหยุดชะงักด้วยความงุนงง จากนั้นเตียวเสี้ยนจึงผลักร่างของเขาให้ถอยห่างออก แล้วคืบคลานด้วยท่าทีระทดระทวยไปรื้อค้นห่อผ้าสีขาวห่อหนึ่งออกมายื่นให้เขา

“อะไร?”

แม็กถามขณะรับห่อผ้าสีขาวมาถือไว้ด้วยความงุนงง แต่เตียวเสี้ยนมิได้ตอบคำ เธอเพียงปรบมือและส่งเสียงเรียกเจ็ดพี่น้องสกุลเทียนที่นอนหอบเหนื่อยอยู่รอบข้าง จากนั้นทุกคนจึงค่อยขยับยันร่างเปลือยเปล่าลุกขึ้นมาดูด้วยความสนอกสนใจ

“ท่านเคยมอบสิ่งนี้ต่อข้า แต่ข้าคิดว่าท่านควรจะมอบมันให้กับพี่น้องของข้าด้วยมือท่านเอง พวกนางยังไม่ทราบว่าท่านมีของสิ่งนี้ในครอบครอง”

“… หรือว่า?”

แม็กนิ่งไปวูบหนึ่ง ทีแรกเขายังคาดเดาไม่ออก แต่เมื่อฟังเตียวเสี้ยน และได้แตะสัมผัสรับทราบรูปร่างของสิ่งของในห่อผ้าแล้ว เขาก็พอจะคาดเดาได้ ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจว่าทำไมเตียวเสี้ยนจึงไม่ให้พี่น้องของเธอชมดู แต่เลือกที่จะให้เขาเป็นคนมอบให้เอง แต่เขาก็ยังค่อย ๆ คลี่ห่อผ้าสีขาวนั้นออก ก่อนจะหยิบเอาวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมาถือค้างไว้ในอากาศ

นางงามสกุลเทียนทั้งเจ็ดจ้องมองสิ่งนั้นด้วยความสงสัยอยู่เนิ่นนาน หากทว่ายังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เตียวเสี้ยนจึงจำต้องกล่าวกระตุ้นให้คนรักของเธอเป็นคนเอ่ยปากบอกออกมา

“บอกพวกนางเองเถอะ ว่าสิ่งนี้คืออะไร”

“อืม นี่คือขลุ่ยลำนำสวรรค์”

“… ขลุ่ยลำนำสวรรค์!!! ของจริงเช่นนั้นหรือ”

เจ็ดพี่น้องสกุลเทียนซึ่งอ่อนระโหยโรยแรงต่างส่งเสียงอุทานออกมาแทบจะพร้อมกัน นั่นคือขลุ่ยที่ทำจากหยกล้วน และหากว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ขลุ่ยเลานี้ก็คือสิ่งที่พวกเธอตามหากันมานานแสนนาน

ท่าทางแตกตื่นของพวกเธอดูจะรุนแรงยิ่งเตียวเสี้ยนอย่างเห็นได้ชัด แม็กจึงแอบงุนงงสงสัยอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังไม่ได้ถามไถ่อะไรออกมา นอกจากยื่นขลุ่ยเลานั้นมอบให้นางงามสกุลเทียนทั้งเจ็ดพิจารณา

พวกเธอสลับกันจับจ้องมองดูและสัมผัสกอดแนบปรางแก้มขณะที่น้ำตาแห่งความสุขเอ่อทะลักออกมา ราวกับว่านั่นเป็นสิ่งของล้ำค่าที่สุดในโลกหล้า แววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสมหวัง คล้ายกับว่านั่นเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในการมีชีวิตอยู่ของพวกเธอก็มิปาน

“ที่ตามหาขลุ่ยเลานี้ ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องดนตรีใช่มั้ย?”

แม็กอดไม่ได้ต้องถามออกมาด้วยความสงสัย แต่ท่าทีตื้นตันของพวกเธอนั้นรุนแรงเกินไป มันไม่น่าจะใช่เพียงแค่การตามหาเพราะความรักในเสียงดนตรี ท่าทีของพวกเธอบ่งบอกว่าน่าจะมีอะไรที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

“… ไม่ทราบ … ข้าเพียงรู้สึกว่ามันช่างน่ายินดี … น่ายินดีเหลือเกินที่พวกเราได้พบเจอสิ่งนี้”

เทียนซูพี่ใหญ่ตอบพร้อมกับรอยยิ้มเปี่ยมน้ำตา แต่นั่นไม่ได้ตอบข้อสงสัยของเขาเลยสักนิด แม็กจึงได้แต่นั่งอยู่ในเมฆหมอกแห่งความสงสัยต่อไป จวบจนกระทั่งเมื่อขลุ่ยลำนำสวรรค์ถูกส่งต่อไปให้คนสุดท้ายของเจ็ดพี่น้อง เรื่องราวอัศจรรย์บางอย่างก็พลันปรากฎขึ้น

‘เงื่อนไขครบถ้วน ภารกิจตามหาขลุ่ยลำนำสวรรค์ ภารกิจระดับแปดดาวเสร็จสมบูรณ์ด้วยเงื่อนไขสูงสุด’

เสียงของระบบดังขึ้นพร้อมกับการสว่างวาบด้วยแสงนวลตาของขลุ่ยลำนำสวรรค์ เทียนอวี้น้องเล็กซึ่งถือขลุ่ยในสภาพน้ำตานองหน้าส่งเสียงร้องอาออกมาหนึ่งคำ ก่อนจะปล่อยให้ขลุ่ยเลานั้นลอยสูงขึ้นไปด้านบนพร้อมกับเปล่งแสงขาวนวลดุจดวงจันทร์ยามค่ำคืนออกมาเจิดจ้ากว่าเดิม

วินาทีทุกคนต่างรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา ความรู้สึกเหมือนตนเองเล็กจ้อยไร้เรี่ยวแรงกำลัง และเมื่อแสงขาวนวลของขลุ่ยเลานั้นเลือนหายไป ก็พลันปรากฎร่างของสตรีวัยกลางคนใบหน้าอิ่มเอิบผู้หนึ่งลอยเด่นอยู่แทนตำแหน่งของขลุ่ยเลานั้น

‘พระแม่หนี่วา เผ่าเทพคลาสสิบ ระดับ ??? ปรากฎร่าง’

เสียงประกาศทำให้แม็กถึงกับแตกตื่นขึ้นมา เพราะแม้แต่อะโฟรไดทีและแอสโมดิอุสซึ่งเป็นเทพชั้นสูงของเขาก็ยังเป็นแค่ระดับคลาสเก้า หากทว่าที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้ากลับเป็นถึงคลาสสิบ!!!

สตรีวัยกลางคนนี้สวมใส่เสื้อผ้าตามวัฒนธรรมชาวจีน ใบหน้าที่ผ่านกาลเวลามาไม่น้อยนั้นมีเค้าลางของความงามในอดีตอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ที่สะดุดตากลับมิใช่รูปร่างหรือหน้าตา หากทว่าเป็นความรู้สึกเมตตากรุณาอันแสนอบอุ่นจนเขาแทบหลั่งน้ำตาออกมานองหน้า

“พระแม่หนี่วา … ข้านึกออกแล้ว … โอ”

เทียนหยางพี่รองเป็นคนแรกที่ส่งเสียงออกมา เธอรีบหยิบฉวยเสื้อผ้าใกล้ตัวมาปิดบังร่างกาย และก้มกราบทำความเคารพ ในขณะที่พี่น้องสกุลเทียนคนอื่น รวมถึงเตียวเสี้ยนก็กระทำแบบเดียวกัน

แม็กหยิบฉวยเสื้อผ้ามาปิดบังร่างกายเช่นกัน หากทว่าเขายังไม่ทราบว่าตนเองควรจะทำความเคารพด้วยหรือไม่ เพราะเขาไม่ค่อยจะมีความรู้เรื่องเทพทางฝั่งตะวันออกองค์นี้มากนัก เขาเพียงทราบว่าเธอน่าจะเป็นเทพระดับสูงองค์หนึ่ง

“พวกเจ้านึกออกแล้วกระมัง … ลุกขึ้นเถอะหลานสาวทั้งเจ็ดของข้า พวกเจ้าเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว”

พระแม่โบกมือและกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น จากนั้นเหล่านางงามทั้งแปดก็เงยหน้าขึ้น หากทว่ายังคงพนมมือแสดงท่าทีเคารพเอาไว้อีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง

“พวกเรามิได้เหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย ข้านึกออกแล้ว นี่เป็นบทลงโทษของพวกเรา พวกเราเคยเป็นนางฟ้าบนชั้นสวรรค์ แต่ว่าพวกเรากระทำเรื่องราวผิดพลาด จึงถูกลงโทษให้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เวียนว่ายตายเกิดตามหาสมบัติแห่งสรวงสวรรค์กลับคืน และเวลานี้พวกเราได้พบเจอมันแล้ว มันคือขลุ่ยลำนำสวรรค์”

เทียนซางน้องคนกลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ในขณะที่ทุกคนยกเว้นเตียวเสี้ยนและแม็กพากันพยักหน้าสนับสนุนคำพูดนั้น ตอนนี้แม็กจึงค่อยสามารถเรียบเรียงเหตุการณ์ได้บ้าง

หากเทียนซางพูดจริง นั่นก็หมายความว่าก่อนหน้านี้พวกเธอเคยเป็นนางฟ้านางสวรรค์ และพวกเธอทำอะไรผิดพลาดบางอย่างจึงถูกส่งลงมาแก้ตัวด้วยการค้นหาสมบัติแห่งสรวงสวรรค์ ซึ่งเวลานี้พวกเธอพบเจอแล้ว ภารกิจนี้จึงสิ้นสุด พระแม่หนี่วาจึงปรากฎกายขึ้นเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ

พระแม่มองดูทุกคนด้วยดวงตาแฝงความเมตตาปราณี ก่อนจะสะบัดมือปลดปล่อยละอองสีเงินระยิบระยับออกมา และเมื่อละอองสีเงินนั้นสัมผัสเข้ากับร่างของเจ็ดนางงามสกุลเทียน ร่างกายของพวกเธอก็พลันปรากฎแสงขาวนวลสว่างวาบอาบไล้ไปทั่วร่าง

แสงขาวนวลนั้นอาบไล้อยู่เนิ่นนาน ก่อนที่ร่างกายของพวกเธอจะเกิดการเปลี่ยนแปลง มันดูเหมือนความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่กลับเสริมความงดงามให้ผุดผาดเปล่งปลั่งขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง และที่สังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุด ก็คือที่กลางหลังของพวกเธอทั้งเจ็ดนั้นปรากฎปีกนกสีขาวสวยงามขนาดใหญ่ผุดขึ้นมา

‘เทียนซู เปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์เทพ คลาสห้า ระดับ 550’
‘เทียนหยาง เปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์เทพ คลาสห้า ระดับ 550’
‘เทียนหวิง เปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์เทพ คลาสห้า ระดับ 550’
‘เทียนซาง เปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์เทพ คลาสห้า ระดับ 550’
‘เทียนเซิง เปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์เทพ คลาสห้า ระดับ 550’
‘เทียนซิ่ง เปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์เทพ คลาสห้า ระดับ 550’
‘เทียนอวี้ เปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์เทพ คลาสห้า ระดับ 550’

ข้อความของระบบเด้งขึ้นมายืนยันสิ่งที่เขากำลังครุ่นคิด และการที่เขาได้รับข้อความนี้นั้น ก็เนื่องจากนางงามสกุลเทียนทั้งเจ็ดนั้นเป็นทาสของเขานั่นเอง ซึ่งนี่สมควรเป็นรางวัลที่พวกเธอกระทำภารกิจได้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

เมื่อร่างของพวกเธอเปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์เทพเสร็จสิ้น พระแม่ก็ขยับมือโปรยปรายละอองสีเงินอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งแรก เพราะในมือของพวกเธอทั้งเจ็ดปรากฎอาวุธที่แตกต่างกันเจ็ดอย่าง และหากว่าเขาจดจำไม่ผิดแล้ว นั่นน่าจะเป็นอาวุธตามที่แต่ละคนถนัด เพียงแต่มันดูจะเป็นของดีกว่า และข้อความของระบบที่บ่งบอกการได้รับอาวุธใหม่ซึ่งเป็นระดับเจ็ดดาวก็ได้ช่วยยืนยันความคิดของเขาอีกครั้ง

“นั่นเคยเป็นอาวุธคู่กายของพวกเจ้า … เวลานี้พวกเจ้าได้รับทุกสิ่งกลับคืนไปแล้ว พวกเจ้ากลับเป็นเผ่าเทพอีกครั้ง และได้ความทรงจำกลับคืนมาแล้ว … พวกเจ้าพร้อมจะกลับคืนสู่สรวงสวรรค์บ้านเกิดของพวกเจ้าแล้วหรือไม่”

คราวนี้คำพูดของพระแม่ทำเอาแม็กสะอึก เพราะนั่นหมายความว่าเขาอาจจะไม่ได้เจอกับเจ็ดนางฟ้าสกุลเทียนอีก และนางฟ้าสกุลเทียนทั้งเจ็ดก็ดูจะตระหนักในข้อนี้ เพราะทีแรกนั้นพวกเธอยิ้มยินดีและเกือบจะพูดตอบรับว่าพร้อมกับสวรรค์ นั่นดูจะเป็นความใฝ่ฝันของพวกเธอ หากทว่าเพียงครู่หนึ่ง พวกเธอก็หันมามองดูแม็กด้วยแววตาปั่นป่วนสับสน

หากลองคิดเชื่อมโยงเรื่องราว และพิจารณาปฏิกิริยาของพวกเธอก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้แล้ว การที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดรอบแล้วรอบเล่า เพียงเพื่อค้นหาวัตถุสิ่งหนึ่งนั้นเหนื่อยยากถึงเพียงไหน มันเป็นยิ่งกว่าการงมเข็มในทะเลก็มิปาน การกลับสรวงสวรรค์สมควรจะเป็นหนึ่งในความฝันอันสูงสุดของพวกเธอ และหากว่าอยู่ในสถานการณ์ปกติพวกเธอคงจะยอมสลัดทิ้งทุกอย่างในแดนมนุษย์ และกลับไปเป็นนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ซึ่งเป็นบ้านเกิดอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามพวกเธอในเวลานี้กลับไม่มีความคิดจะทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์กับบุรุษผู้หนึ่งกลับรุนแรงจนมิอาจหักใจจาก พวกเธอจึงกลายเป็นอ้ำอึ้งไม่ทราบว่าควรตอบรับหรือปฏิเสธการกลับไปยังแดนสวรรค์

“เลือกตามที่พวกเธอต้องการเถอะ ผมไม่อยากให้ไปก็จริง แต่ผมจะไม่ขัดขวางหรอกนะ”

แม็กเองก็อึ้งไปครู่หนึ่ง เขาย่อมไม่ต้องการสูญเสียผู้หญิงของเขาไป ในฐานะของนายทาสนั้นเขาสามารถฉุดรั้งพวกเธอไว้ได้หากต้องการ หรือไม่ก็อาจพูดขอให้พวกเธออยู่ต่อ แต่ว่าเขาก็เป็นคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับการพบหน้าและลาจาก สิ่งสำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์ที่เต็มใจทั้งสองฝ่าย หากไม่เต็มใจก็ไม่ควรฝืนรั้งความสุขของอีกฝ่ายเอาไว้

คำพูดของแม็กทำให้เจ็ดฟ้าสกุลเทียนหันมามองดูเขาด้วยดวงตาที่ทอประกายหลากอารมณ์ จากนั้นพวกเธอจึงค่อยหันไปมองหน้ากันเองโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำพูดคำจา การเป็นพี่น้องกันมานานนั้นเพียงแค่มองตาก็รู้ใจว่าแต่ละคนคิดอย่างไรอยู่ และเมื่อทุกคนมองสบตากันครบถ้วน ก็พยักหน้าคล้ายจะบอกว่าตัดสินใจได้แล้ว

“พวกเราตัดสินใจแล้วพระแม่หนี่วา … พวกเราจะกลับสวรรค์”

เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน เทียนซูผู้เป็นพี่ใหญ่จึงขยับหันไปบอกกล่าวกับพระแม่หนี่วา แม็กซึ่งอยู่ด้านข้างจึงแสดงสีหน้าสลดไปบ้าง แต่ก็เคารพการตัดสินใจของพวกเธอ ส่วนเตียวเสี้ยนซึ่งเป็นสหายสนิทของนางฟ้าทั้งเจ็ดนั้นรู้สึกใจหายวูบอยู่ที่บ้างที่สหายรู้ใจในเชิงดนตรีหายไปทีเดียวพร้อมกันถึงเจ็ดนาง

“เช่นนั้นก็ไปเถอะ ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับไปเดี๋ยวนี้แล้ว”

พระแม่หนี่วายิ้มอย่างเมตตาเช่นเคย เธอทำท่าจะโบกสะบัดมือร่ายมนตราคาถาส่งเจ็ดนางฟ้ากลับ หากทว่าตอนนั้นเองที่เหล่าเจ็ดนางฟ้าได้ส่งเสียงทักท้วงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง

“เดี๋ยวค่ะพระแม่ พวกเรายังไม่ต้องการกลับไปตอนนี้ … พวกเรามีคำร้องขอ พวกเราอยากกลับไปสวรรค์หลังจากชาติภพนี้ ขอให้พวกเราได้ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ พวกเรายังต้องการเดินทางเพื่อเผยแพร่และเรียนรู้วิถีดนตรีของมนุษย์ พวกเรายังอยากเรียนรู้วิถีแห่งความรักของมนุษย์ ก่อนที่พวกเราจะกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเรา”

เสียงเรียกร้องของเจ็ดนางฟ้าทำให้พระแม่ชะงักไปวูบหนึ่ง ส่วนแม็กนั้นค่อยมีรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าบ้าง เพราะข้อเสนอของเจ็ดนางฟ้าน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วในเวลานี้

“เพราะบุรุษผู้นี้กระมัง ที่ทำให้หลานรักทั้งเจ็ดของเราไม่อาจไถ่ถอนจากเรื่องราวของความรักได้”

พระแม่มองสบตากับเจ็ดนางฟ้าสกุลเทียน ก่อนจะหันมามองสบตากับแม็กจนเขาสะดุ้งน้อย ๆ แม้ว่านั่นจะเป็นแววตามากเมตตากรุณา หากทว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นถึงตัวละครคลาสสิบในเกม ใครจะทราบว่าหากอีกฝ่ายไม่พอใจขึ้นมาแล้วเขาจะอยู่ในสภาพแบบไหน

อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่แม็กหวั่นเกรงก็มิได้เกิดขึ้น พระแม่คล้ายจะไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง แต่ก็มิได้แสดงท่าทีดุร้ายป่าเถื่อนอะไร เธอเพียงมองดูเขาอย่างพินิจพิจารณาราวกับผู้เป็นแม่ของดูคนรักของบุตรสาว นั่นเป็นดวงตาที่มองเพื่อประเมินว่าอีกฝ่ายมีความเหมาะสมสามารถฝากดูแลบุตรหลานของตนเองได้หรือไม่

“หากเจ้าได้โอกาสเลือกอีกครั้ง เจ้าจะยังมอบขลุ่ยลำนำสวรรค์ให้แก่หลานทั้งเจ็ดของข้าหรือไม่”

พระแม่มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม แต่ว่าแม็กทราบดีว่านี่เป็นคำถามทดสอบที่สำคัญคำถามหนึ่ง หากเขาตอบไม่ถูกใจ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พระแม่จะไม่สนใจคำร้องขอของเจ็ดนางฟ้า และนำพวกเธอกลับขึ้นสวรรค์ทันที

คำถามนี้เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน หากทว่าคำตอบต่างหากที่ซับซ้อน เขายอมรับว่าในความคิดวูบหนึ่งนั้นเขารู้สึกเสียดายที่นำเอาขลุ่ยลำนำสวรรค์มามอบให้เจ็ดนางฟ้า ทำให้ต้องอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงจะสูญเสียพวกเธอไป เพียงแต่ปัญหาก็คือถ้าเขารู้ล่วงหน้า เขาจะยังนำขลุ่ยไปมอบให้พวกเธอหรือไม่

แม็กหันไปมองดูเตียวเสี้ยนวูบหนึ่ง แต่เธอไม่ได้มองตอบเพราะยังคงมองดูพระแม่แบบไม่วางตา ตอนนี้เขาค่อยนึกขึ้นมาได้ว่าเตียวเสี้ยนเป็นคนบอกให้เขาเอามามอบให้กับเจ็ดนางฟ้าด้วยตัวเอง ทั้งที่เธอสามารถมอบให้ได้ตลอดเวลา แต่เธอก็ยังยืนกรานที่จะให้เขามอบให้ และนั่นหมายความว่าเตียวเสี้ยนน่าจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว

“ถ้าผมรู้ก่อน … ผมคงลังเลที่จะมอบให้ ผมอาจจะดึงเวลาไปสักพัก แต่สุดท้ายก็คงทนความไม่สบายใจไม่ไหว ยังไงก็ต้องมอบให้อยู่ดี”

แม็กเลือกตอบแบบไม่สร้างภาพอันใดทั้งสิ้น และเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าความคิดของเขาเป็นเรื่องชั่วร้าย มันอาจจะไม่ได้ขาวสะอาด แต่ก็จัดเป็นความคิดของปุถุชนคนหนึ่งที่มีทั้งด้านดีและด้านเลว เขาไม่ได้เป็นคนดีสุดโต่งที่จะไม่เกิดความลังเลเลย เพราะเดิมพันคือนางงามทั้งเจ็ด และเขาเองก็ไม่ได้เป็นคนชั่วสุดโต่งที่จะเก็บสิ่งของเอาไว้ แล้วปล่อยให้พวกเธอดิ้นรนขวนขวายค้นหาของสิ่งนั้นไปตลอดกาล

“บุรุษวัยเยาว์เอย เจ้าเป็นมนุษย์ที่น่าสนใจยิ่ง ข้าชื่นชอบที่เจ้ากล่าววาจาตรงกับใจ … เช่นนี้แล้ว ข้าคงต้องขอฝากหลานสาวทั้งเจ็ดของข้าให้เจ้าดูแลเสียแล้ว หากเมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเจ้าเสียชีวิตพ้นจากโลกภพของมนุษย์ เมื่อนั้นดวงจิตของพวกเจ้าจะได้กลับไปยังแดนสวรรค์ กลับไปเป็นนางฟ้าเช่นที่พวกเจ้าเคยเป็น”

คำอนุญาติของพระแม่ทำให้แม็กและเตียวเสี้ยนหายใจโล่งอก ในขณะที่เหล่านางงามทั้งเจ็ดนั้นดูจะมีสีหน้ายิ้มยินดีอย่างปิดไม่มิด จากนั้นก็กลายเป็นความเงียบงันไม่มีใครพูดอะไร รอคอยจนพระแม่เอื้อนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“เจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือหลานทั้งเจ็ดของข้า ดังนั้นจงรับของรางวัลเหล่านี้ไปด้วยเถิด”

เธอกล่าวพลางโบกสะบัดมือวูบหนึ่ง จากนั้นละอองแสงก็พรั่งพรูโปรยปรายลงไปหาร่างของแม็กพร้อมกับเสียงประกาศของระบบ และนั่นคือรางวัลของภารกิจระดับแปดดาวในครั้งนี้

‘ได้รับของรางวัลจากภารกิจตามหาขลุ่ยลำนำสวรรค์ ระดับความยากแปดดาว จากพระแม่หนี่วา’
‘ได้รับค่าชื่อเสียง 10,000 หน่วย กลายเป็น 140,412 หน่วย (ลำดับที่ 64,156 / 1,483,598,234)’
‘ได้รับชุดเกราะอ่อนไหมฟ้า ระดับแปดดาว พลังป้องกัน 1200 หน่วย เพิ่มพลังฟื้นฟูทุกอย่าง 15%’
‘ได้รับกระบี่ดาวเหนือ ระดับเจ็ดดาว พลังโจมตี 950 หน่วย เพิ่มโอกาสโจมตีคริติคอล 25% เพิ่มพลังโจมตีเมื่อโจมตีธาตุมืดอีก 25%’
‘ได้รับสายเลือดแห่งเผ่าเทพ สามารถเปลี่ยนเป็นเผ่าเทพได้’
‘กระบวนการเปลี่ยนเป็นเผ่าเทพล้มเหลว เนื่องจากท่านเป็นเผ่าพันธุ์ระดับสูงกว่าหรือเท่ากัน หากท่านต้องการยืนยันสามารถติดต่อสอบถามที่อาคารภารกิจได้’
‘ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดปราณสวรรค์เจ็ดวิถี ระดับแปดดาว’
‘การถ่ายทอดเคล็ดปราณล้มเหลว เนื่องจากท่านมีเคล็ดปราณสวรรค์อำไพ ซึ่งเป็นปราณระดับสูงกว่า’

ของสองสิ่งแรกนั้นเป็นรางวัลไอเท็มระดับสูงซึ่งตรงไปตรงมาไม่มีอะไรแปลก และนี่นับเป็นไอเท็มระดับสูงมากซึ่งยังไม่มีผู้เล่นเคยครอบครองมาก่อน แต่ที่ทำให้พระแม่ประหลาดใจนั้นกลับเป็นของรางวัลสองอย่าง ซึ่งนี่นับเป็นของรางวัลที่สูงยิ่งแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าผู้รับมีบางอย่างซึ่งเท่าเทียมหรือสูงกว่าอยู่แล้ว

แม็กย่อมไม่แปลกใจอะไรนัก เขาทราบอยู่แล้วว่าเขาเป็นเผ่าพันธุ์ไททันซึ่งสูงกว่าเทพทั่วไป ส่วนพลังปราณนั้น เขามีปราณสวรรค์อำไพซึ่งเป็นปราณรูปแบบเดียวกับปราณสวรรค์เจ็ดวิถี เพียงแต่มีระดับสูงกว่า ดังนั้นของรางวัลสองอย่างนี้จึงกลายเป็นของรางวัลที่ไม่มีประโยชน์อะไร

“น่าประหลาด … ที่แท้เจ้ากลับเป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งเทียบเท่ากับเผ่าเทพของเราอยู่แล้ว เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนให้เจ้าเป็นเผ่าเทพได้ เจ้าเป็นเผ่าพันธุ์อะไรหรือ”

พระแม่หนี่วาถามด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ และนั่นทำให้แม็กทราบว่าพระแม่ไม่ได้รู้ไปเสียทุกอย่าง หรืออย่างน้อยก็ไม่ล่วงรู้ว่าเขาเป็นเผ่าพันธุ์ไททัน และเมื่อเขาอ้าปากทำท่าจะตอบ เขาก็ต้องชะงักวูบ เพราะนึกได้ไดโอนีเคยย้ำเตือนเขาหลายครั้ง ว่าห้ามบอกเรื่องเผ่าพันธุ์ออกไปเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะต้องกลายเป็นศัตรูกับทั้งสวรรค์และนรก เพราะเผ่าไททันถือเป็นตัวอันตรายอย่างยิ่ง

พระแม่อาจจะดูเมตตาการุณย์ แต่ใครจะทราบว่าหากเป็นเรื่องสำคัญในภาพรวม เธอจะไม่ทำอะไรเขา ดังนั้นแม็กจึงเลือกที่จะไม่ตอบตามตรง และยกมือขึ้นเกาศีรษะแสดงท่าทีเหมือนโง่งม แล้วตอบแบบเลี่ยง ๆ ไป

“ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่เหมือนกันครับ ว่าผมเป็นเผ่าอะไรกันแน่”

คำตอบนั้นทำให้แม็กรู้สึกแปลกใจเมื่อสัมผัสได้ว่าเตียวเสี้ยนที่อยู่ด้านข้างลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก และนั่นยืนยันว่าเตียวเสี้ยนรู้อะไรบางอย่าง แต่เธอไม่น่าจะรู้เรื่องเผ่าไททันเพราะเขาไม่เคยบอก

แม็กนึกเรื่องอะไรบางอย่างออกมาได้เรื่องหนึ่ง ในช่วงที่เขาระเริงรักกับพวกเตียวเสี้ยนในเรือนจันทราซ่อนนั้น เขาได้ใช้เคล็ดวิชาเก้าร่างอวตารของเคล็ดมารฟ้า และเตียวเสี้ยนเคยถามเขาด้วยความสงสัยว่าเขาเป็นผู้สืบสายเลือดของมารฟ้า ตอนนั้นเขาไม่ได้ตอบหรือคิดอะไรมากมาย แต่ว่านี่อาจเป็นสาเหตุที่เตียวเสี้ยนถอนหายใจด้วยความโล่งอก

หากเตียวเสี้ยนเชื่อว่าเขาเป็นเผ่ามารฟ้าก็ถือว่าสมเหตุสมผล เพราะหากเขาตอบว่าเขาคือเผ่ามารฟ้าซึ่งเป็นศัตรูกับสวรรค์ออกไป ถึงจะไม่ร้ายแรงเท่าเผ่าไททัน แต่เขาเชื่ออย่างยิ่งว่าพระแม่จะต้องจัดการกับเขาเพื่อตัดความเสี่ยงของปัญหาอย่างแน่นอน

“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเผ่าพันธุ์อะไร อย่างน้อยข้าก็สามารถสัมผัสได้ถึงแสงสว่างในร่างของเจ้า … เอาเถอะ จะอย่างไรนี่ก็เป็นของรางวัล เจ้าจงรับไปและมอบให้แก่ผู้ที่เหมาะสม … ส่วนเรื่องปราณนั้นช่างน่าสนใจยิ่ง ที่แท้เจ้ากลับครอบครองปราณสวรรค์อำไพ ซึ่งเป็นปราณขั้นสูงกว่าไว้แล้ว ช่างน่าสนใจเสียจริง”

พระแม่มองดูแม็กด้วยสายตาพินิจพิจารณาอีกรอบ ก่อนจะโบกมือส่งเลือดแห่งเผ่าเทพไปปรากฎอยู่บนมือของแม็กในสภาพของการ์ดไอเท็ม ซึ่งเวลานี้บนสองมือของเขานั้นมีเสื้อเกราะอ่อนไหมฟ้า และกระบี่ดาวเหนืออยู่แล้ว

“ข้าคงต้องหาสิ่งของทดแทนเป็นรางวัลให้เจ้าซินะ แต่ว่าข้ายังคิดไม่ออก ดังนั้นเข้าจะมอบสิ่งของอีกสิ่งหนึ่งให้เจ้าเสียก่อน เพราะเจ้านั้นเข้าเงื่อนไขสำเร็จปราณสวรรค์อำไพ ซึ่งเหมาะสมที่จะรับภารกิจของข้า”

‘เงื่อนไขครบถ้วน ภารกิจเรียนรู้ปราณสวรรค์อำไพ เพื่อปราบปีศาจร้าย ความยากระดับเก้าดาว’
‘ได้รับค่าชื่อเสียง 20,000 หน่วย กลายเป็น 160,412 หน่วย (ลำดับที่ 31,008 / 1,483,598,241)’
‘ได้รับรางวัล กระบี่ผลึกฟ้าย่อย ธาตุแสง ไอเท็มผูกพันธุ์ระดับแปดดาว พลังโจมตี 1450 หน่วย เพิ่มค่าพลังทุกอย่าง 10% เมื่อใช้งาน เพิ่มโอกาสโจมตีคริติคอล 30% เพิ่มโอกาสป้องกันคำสาป 15%’
‘ได้รับภารกิจรวบรวมกระบี่ผลึกฟ้าจากพระแม่หนี่วา ความยากระดับสิบดาว รวบรวมกระบี่ผลึกฟ้าย่อยทั้งเจ็ดเข้าด้วยกัน เพื่อให้กลายเป็นกระบี่ผลึกฟ้าที่แท้จริง’

กระบี่งดงามที่สร้างจากผลึกใสบนสองมือทำให้แม็กแตกตื่นงุนงง ความงดงามแวววาวและลวดลายบนตัวกระบี่ดูจะเป็นอัญมณีสิ่งมีค่าเสียมากกว่าอาวุธฆ่าฟัน หากทว่าเมื่อสัมผัสกับมันเขาก็รู้สึกได้ถึงพลังอำนาจอันสูงส่งที่อัดแน่นอยู่ในตัวกระบี่ เพราะมันคือกระบี่ในตำนานเล่มหนึ่ง

นี่เป็นภารกิจที่เขาไม่ทราบมาก่อน และมันก็เป็นภารกิจระดับสูงยิ่งจนแทบไม่น่าเชื่อ เพราะเป็นถึงภารกิจระดับเก้าดาวที่เขาทำสำเร็จได้ด้วยดวงล้วน ๆ

เรื่องราวเริ่มจากการที่เขาได้รับปราณสวรรค์เจ็ดวิถีซึ่งเป็นปราณระดับแปดดาวจากเจ็ดนางฟ้าสกุลเทียน จากนั้นถูกปรับยกระดับจากการโคจรพลังปราณจักรวาล จนกลายเป็นปราณสวรรค์อำไพซึ่งเป็นปราณระดับเก้าดาว และเขาก็คงไม่ได้รับรางวัลเป็นกระบี่ที่มีพลังโจมตีสุดยอดเล่มนี้ หากว่าเขาไม่ได้มอบขลุ่ยลำนำสวรรค์ให้เจ็ดนางฟ้า จนได้พบเจอกับพระแม่หนี่วา

ข้อมูลพื้นฐานของตัวละคร
ชื่อ : Guyver เผ่าพันธ์ : Titan(ไททัน) ระดับ : 1 คลาส: 0
ทรัพย์สิน: 48,700 เหรียญทอง – 10 เหรียญเงิน – 1,000 เหรียญทองแดง
ชื่อเสียง: 160,412 หน่วย (ลำดับที่ 31,008 / 1,483,598,241)
พลังชีวิต : 10,000 / 10,000 (class limited)
พลังเวทย์ : 10,000 / 10,000 (class limited)
พลังจิต: 10,000 / 10,000 (class limited)
พลังปราณ: 4,100,000 / 4,100,000
ความแข็งแกร่ง : 100 (class limited)
ความคล่องแคล่ว : 100 (class limited)
ความอดทน : 100 (class limited)
ความฉลาด : 100 (class limited)
ความแม่นยำ : 100 (class limited)
ความโชคดี : 100 (class limited)
อาชีพ : Angelus (นักบวช คลาส 6), Death Bosom (ผู้บงการศพ คลาส 6)
ตำแหน่ง: ที่ปรึกษาระดับสูงประจำวิหารอำนวยพร, ราชาแห่งเผ่าพันธุ์วิหคเพลิง

……………………………….

ถ้าชอบเว็บนี้ คลิกแบนเนอร์ด้านบนวันละครั้ง ^-^
If you like this web. Please click banner above 1 click/day ^-^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *