Xtreme Online 25 – แพ้พ่าย

XO ตอนที่ 25 – แพ้พ่าย

“หือ อะไรนะ ไอ้หลานชาย ยังอยากฟังวีรกรรมของข้าอีกงั้นเรอะ นี่เจ้าฟังมาตั้งสิบสองเรื่องแล้ว ไม่เบื่อบ้างเรอะ ไม่เลว ๆ งั้นก็ได้เลย เดี๋ยวข้าจะเล่าวีรกรรมอีกเรื่อง ตอนที่ข้านำทัพบุกตะลุยเข้าไปในทะเลทรายดำ และตอนนั้นเองที่ข้าได้เจอกับเมียคนที่สิบสามของข้า ว่าแต่แน่ใจนะว่าเจ้าไม่เบื่อไอ้หลานชาย”

แม่ทัพฟาร์อีสต์ส่งเสียงหัวเราะร่วนทั้งยังโอบไหล่ชายหนุ่มด้วยความเป็นกันเองราวกับลูกหลาน มือข้างหนึ่งถือจอกสุราขึ้นดื่มจนหน้าแดงก่ำ ในขณะที่ปากก็พูดพร่ำเล่าวีรกรรมของตนเองออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ได้หยุด และหากว่าตอนนี้เหล่าทหารได้มาเห็นใบหน้าของแม่ทัพฟาร์อีสต์แล้วล่ะก็​ พวกเขาคงจะนึกเชื่อมโยงระหว่างใบหน้าเข้มเหี้ยมเกรียมตามปกติ และใบหน้าของคุณลุงใจดีในตอนนี้เข้าหากันไม่ได้อย่างแน่นอน

“แน่นอนครับท่านแม่ทัพฟาร์อีสต์ ผมอยากฟังจริง ๆ นะ เล่ามาเลยครับ”

แม็กตอบด้วยดวงตาเป็นประกายชื่นชมอย่างจริงใจ ตอนนี้เขาคล้ายกับเด็กชายที่เพิ่งได้เจอกับฮีโร่ที่ชื่นชอบ ซึ่งหากเทียบกับการแสร้งประจบเอาใจในคราวแรกก็ยิ่งเห็นได้ถึงความแตกต่าง ก่อนหน้านี้แม็กเคยเอ่ยชมเรื่องตำนานหนึ่งบุรุษขวางสะพานก็จริง แต่นั่นก็เป็นแค่การเสแสร้งที่ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรมากมาย

หากทว่าเมื่อโดนลากมานั่งคุยกัน และได้ฟังวีรกรรมอื่นของแม่ทัพฟาร์อีสต์ แม็กก็กลายเป็นรู้สึกประทับใจอย่างแท้จริง และความจริงใจนี้ก็สื่อออกมาโดยไม่ปิดรั้ง แม่ทัพฟาร์อีสต์ซึ่งเริ่มย่างเข้าสู่วัยชราจึงรู้สึกถูกอกถูกใจอย่างที่สุด

แรกเริ่มที่แม็กโดนลากเข้ามาคุยในกระโจมแม่ทัพนั้น เขาโดนกดดันด้วยรังสีอำมหิตอันรุนแรงยิ่ง เพราะแม่ทัพฟาร์อีสต์เป็นหนึ่งในคนที่เรียกได้ว่าหวงหลานสาวมากที่สุด หากทว่าด้วยทักษะการประจบสอพลอขั้นเทพ ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นนั่งโอบไหล่ร่ำสุรากันฉันท์ญาติผู้ใหญ่ ส่วนเซเฟียนักสู้สาวสวยนั้นได้แต่แอบนั่งอมยิ้มมองดูหนึ่งหนุ่มหนึ่งชราสนทนากัน

การเอาใจผู้อาวุโสกว่านั้นไม่ได้มีอะไรมากมาย เพียงแค่สนใจฟังวีรกรรมอันน่าภาคภูมิของท่านอย่างจริงจัง ท่านก็จะมองดูเราเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่งได้ไม่ยาก แม็กตะล่อมจนแม่ทัพฟาร์อีสต์เปิดปากเล่าเรื่องวีรกรรมสมัยหนุ่ม ๆ ออกมาได้สำเร็จ จากนั้นก็พยายามแสร้งทำเป็นตั้งใจฟัง หากทว่าเมื่อได้ฟังเขาก็ยิ่งรู้สึกนับถือเลื่อมใสในวีกรรมของแม่ทัพฟาร์อีสต์ด้วยใจจริง

แน่นอนว่าสิ่งที่แม็กสนใจย่อมไม่ใช่การบุกตีเมืองหรือกลยุทธ์อะไร หากทว่าที่เขาสนใจนั้นก็คือข้อเท็จจริงที่ว่าแม่ทัพฟาร์อีสต์ มีภรรยาทั้งสิ้นสิบห้าคน และภรรยาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ได้มาตอนที่แม่ทัพไปออกรบปราบศัตรู ยกตัวอย่างเช่นภรรยาคนแรกของแม่ทัพนั้น ได้มาจากการบุกไปปราบโจรป่า และได้ลูกสาวโจรป่ามาเป็นหนึ่งในภรรยา

สิ่งที่แม็กสนใจย่อมเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง เรื่องเล่าของแม่ทัพฟาร์อีสต์นั้นเปิดกรอบความคิดของแม็กขึ้นมาใหม่ เพราะนี่คือเกมในยุคที่ใช้กำลังและเวทย์มนตร์เข้าเข่นฆ่ากัน ผู้ใดหมัดหนักกว่าผู้นั้นจะได้ครอบครองทุกสิ่ง ดังนั้นหากใครมีอำนาจมากพอ หากปราถนาในสตรีคนใดก็ถือว่าเป็นเรื่องง่ายดายนัก

แม็กนั่งฟังแม่ทัพฟาร์อีสต์เล่าเรื่องบุกเข้าไปทะเลทรายดำด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ แม่ทัพได้เห็นก็ยิ่งเล่าเรื่องราวด้วยรอยยิ้มกระหยิ่มยินดีที่เด็กรุ่นหลังสนใจวีรกรรมของตนเอง ยิ่งเล่าก็ยิ่งสนุก ยิ่งเล่าก็ยิ่งเอ็นดูหลานชายจนแทบจะลืมหลานสาวที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ด้านข้างไปด้วยซ้ำ

“… ตอนนั้นกองทัพของข้าได้ชัยแบบเฉียดฉิว ข้าใช้กระบวนท่าเทพสายฟ้าสถิตย์ร่างฆ่ามันได้สำเร็จ แต่เจ้าราชาแมงป่องมันก็ฝากรอยแผลใหญ่กับพิษร้ายแรงไว้บนแผ่นหลังของข้าเป็นทางยาว แต่ยังดีที่ลูกสาวหัวหน้าเผ่าทะเลทรายช่วยใช้ปากดูดพิษ และใช้ร่างกายกอดแนบปฐมพยาบาลเพิ่มความอบอุ่นให้ข้า ข้าก็เลยรอดมาได้ จากนั้นนางก็กลายมาเป็นภรรยาคนที่สิบสามของข้า”

“สุดยอดจริง ๆ เลยครับท่านแม่ทัพ แบบนี้ซิถึงจะเรียกว่าวีรบุรุษในตำนาน”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่าชมมาก เดี๋ยวข้าตัวลอยเสียก่อน อ้อ แล้วเจ้าเรียกอะไรแม่ทัพ คนกันเองทั้งนั้น ตอนไม่มีคนอื่นอยู่ เจ้าเรียกข้าว่าลุงเหมือนนังหนูเซเฟียดีกว่า”

“ได้ครับท่านลุงฟาร์อีสต์ ว่าแต่เล่าเรื่องต่อเลยได้มั้ยครับ ผมอยากฟังต่อ”

“โฮ่ โฮ่ โฮ่ เจ้านี่มันถูกใจข้าซะจริง เอ้า งั้นเล่าต่อเลยก็แล้วกัน ถึงไหนแล้วนะ อ้อ คราวนี้ก็ถึงรอบภรรยาคนที่สิบสี่ของข้าล่ะซิ คราวนี้เป็นเรื่องตอนที่ข้าคุมทัพเรือไปปราบปรามพวกโจรสลัด ตอนนั้นภรรยาคนที่สิบสี่ของข้าเป็นลูกสาวหัวหน้าโจรสลัด …”

“อะแฮ่ม ท่านลุงคะ คือว่าแม็กเขายังมีทดสอบทหารอยู่นะคะ คนอื่นเขาเริ่มออกตัวกันก่อนไปเกือบสองชั่วโมงแล้ว เดี๋ยวเขาจะโดนตัดสอบตกเอา”

เซเฟียนั่งเท้าคางมองดูสองหนุ่มแก่คุยกันอีกครู่หนึ่งก็ส่งเสียงกระแอมเตือน เธอเองก็เพิ่งนึกได้ว่าวันนี้แม็กมาเพื่อสอบคัดเลือกทหาร ซึ่งการทดสอบในวันนี้ก็คือการให้วิ่งบุกเข้าไปในป่าที่มีสัตว์ร้ายไม่เยอะนัก เพื่อไปรับเอาป้ายไม้ แล้วนำกลับเข้ามาในค่ายทหารก่อนจะครบกำหดนเวลาหกชั่วโมง โดยคะแนนจะถูกนำมาคิดตามเวลาที่ใช้ รวมไปถึงลำดับของผู้เข้ารับการทดสอบ หากใครกลับมาตามกำหนดไม่ทันก็จะถือว่าสอบตก

“โอ้ ข้าก็ลืมไป เจ้ามาเพื่อสอบคัดเลือกทหารนี่นะ ไม่เลวไม่เลว นี่เจ้าคงอยากจะอยู่ใกล้ชิดนังหนูเซเฟียหลานรักของข้าล่ะซิ เจ้าถึงได้มาเข้ารับการทดสอบแบบนี้”

“ท่านลุงคะ ข้ากับเขายังไม่ได้เป็นอะไรกัน”

“ไม่ได้เป็นอะไรที่ไหน ยิ้มเขินขนาดนี้ แถมยังพูดเอาใจช่วยกันอีกต่างหาก ลุงรู้จักผู้หญิงดี แถมยังเลี้ยงดูเจ้ามาน ต่อให้เจ้าแอบเก็บอาการ แต่แค่เห็นสายตาที่เจ้ามองไอ้หลานชายนี่ ข้าก็รู้แล้ว ว่าเจ้ากับมันน่ะลึกซึ้งไปกันถึงไหนต่อไหนแล้ว ว่าแต่เมื่อไหร่จะมีหลานให้ลุงสักคนล่ะ?”

“ท่านลุง!!!”

เซเฟียส่งเสียงประท้วงแล้วหันไปส่งสายตาคาดโทษ ก่อนจะหน้าแดงก่ำเมื่อหันไปเห็นสายตากรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ของตัวมารที่ทำให้หัวใจเธอไหวหวั่น

“ฮ่า ฮ่า ท่าทางแบบนี้แสดงว่าลุงเดาไม่ผิด เอาน่า ลุงไม่ได้ว่าอะไรหรอก เห็นหลานสาวมีความรักใหม่ ไม่จมอยู่กับความทุกข์ในอดีต ลุงก็โล่งใจแล้ว เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันก็เป็นความผิดของลุงเหมือนกันที่ดูแลไอ้หนูนั่นไม่ดีพอ ทำให้มันตายในสงครามทั้งที่ยังไม่ทันได้เข้าห้องหอผลิตหลานให้สักคน”

แม่ทัพฟาร์อีสต์สมกับที่ผ่านโลกมาไม่น้อย เพียงมองสายตาและท่าทางของหลานรักก็คาดเดาทุกอย่างออกได้ เพียงแต่ในตอนท้ายนั้นเขาแสดงใบหน้าคล้ายกับคนสำนึกผิด ยังดีที่แม็กเคยได้ยินเรื่องราวของเซเฟียจากปากของคาร่ามาบ้าง เขาจึงพอจะคาดเดาเรื่องราวได้ออก

คาร่าเล่าว่าเซเฟียนั้นเคยหลงรักกับนายทหารฝีมือธรรมดาคนหนึ่ง ทั้งคู่แต่งงานกัน หากทว่าในค่ำคืนของวันส่งตัวเข้าห้องหอ กลับเกิดเหตุร้ายแรงที่ชายแดน คนรักของเซเฟียจึงถูกเรียกตัวไปประจำการณ์ จากนั้นเขาก็ถูกลูกหลงของสงครามจนตายตกไป และจากคำพูดของแม่ทัพฟาร์อีสต์นั้น แม็กก็พอจะคาดเดาได้ว่าอดีตคนรักของเซเฟียคงจะอยู่สังกัดของแม่ทัพฟาร์อีสต์นั่นเอง

พูดถึงตอนนี้ใบหน้าของเซเฟียก็เริ่มแสดงอาการเศร้าซึมออกมา แม็กสังเกตเห็นแล้วและมีความคิดที่จะเข้าไปโอบกอดปลอบประโลม หากทว่ายังเกรงใจต่อแม่ทัพอยู่บ้าง เขาจึงเพียงหันไปมองด้วยความเป็นห่วงเป็นใย และก็เป็นตัวแม่ทัพเองที่เดินเข้าไปโอบไหล่ให้กำลังใจเซเฟีย

“เอาเถอะ เลิกเศร้าได้แล้ว คนเราตายไปแล้ว ก็ถือว่าตายไปแล้ว ไอ้หนูนั่นมันไม่โทษเจ้าหรอกนะนังหนูเซเฟีย มันคงจะเสียใจด้วยซ้ำที่มันด่วนตายซะก่อนได้ผลิตทายาท ตอนนี้มันคงจะยินดีด้วยซ้ำ ที่เจ้าเลิกจมทุกข์ แล้วมีความสุขในชีวิตต่อไป … ส่วนเรื่องทดสอบทหาร ข้าจะขอทดสอบไอ้หนูฉายาเทพธนูคนนี้เองก็แล้วกัน ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันเหมาะสมหรือไม่ ทั้งในฐานะทหาร และในฐานะหลานเขยของข้า … Thunder Imprison!!! (พันธนาการสายฟ้า)”

เริ่มต้นด้วยการให้กำลังใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากทว่าปิดท้ายด้วยน้ำเสียงแฝงรังสีอำมหิต และวินาทีนั้นเองที่ร่างของแม่ทัพฟาร์อีสต์เกิดประจุไฟฟ้าแลบไปทั่วร่าง จากนั้นประจุไฟฟ้าเหล่านั้นก็แล่นพล่านลงไปบนตัวเซเฟียจนเธอตัวกระตุกเฮือก และนั่งนิ่งแข็งทื่อบนเก้าอี้โดยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

ถึงตอนนี้แม็กเริ่มสังหรณ์ได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่สู้ดี หากทว่ายังไม่ทันจะได้ทำอะไร แม่ทัพฟาร์อีสต์ก็สะบัดมือวูบ ส่งพลังสายฟ้าแล่นเปรี๊ยะทะลวงกระโจมแม่ทัพด้านหนึ่งออกไปจนเป็นรูไหม้โหว่ขนาดใหญ่ มองเห็นลานประลองที่อยู่ด้านนอก รวมถึงท่าทีแตกตื่นของทหารที่เฝ้าประจำการอยู่ทางด้านนั้น

“เอาล่ะไอ้หนู เจ้าเป็นนักผจญภัยซินะ นั่นแสดงว่าข้าสามารถเอาจริงได้ ต่อให้ฆ่าเจ้าสักหลายครั้ง ก็จะฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ ไปเตรียมตัวซะ ข้าให้เวลาเจ้าสิบวินาที ข้าจะใช้มือเปล่า ส่วนเจ้าจะใช้อะไรก็ตามสบาย ข้าได้ยินเซเฟียบอกว่าเจ้าเพิ่งเข้ามาในโลกแห่งนี้ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่ข้าก็ไม่คิดออมมือให้หรอกนะ”

หลังจากทะลวงกระโจมแม่ทัพจนเป็นรูโหว่มองเห็นภายนอกแล้ว แม่ทัพฟาร์อีสต์ก็พูดเสียงเหี้ยม และขยับวูบมาอย่างรวดเร็วสะบัดมือผลักแผ่นหลังส่งแม็กเหวี่ยงพุ่งลอยหวือออกไปนอกกระโจมราวกับโยนก้อนหินไร้น้ำหนัก

แม็กแตกตื่นไม่น้อยกับความรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน แต่หลังจากผ่านการฝึกกับคาร่ามาแล้ว เขาก็มีสติมากพอที่จะขยับพลิกตัวกลางอากาศ แล้วทิ้งตัวลงไปยืนบนลานประลองโดยไม่ตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลได้สำเร็จ หาไม่แล้วเขาคงจะเจ็บหนักตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องรับการทดสอบฝีมือของแม่ทัพฟาร์อีสต์ แม่ทัพในตำนานของเมืองเลอองนิสต์แห่งนี้

แม็กหันมองไปหมายจะพูดเจรจา หากทว่าเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาจริงจังของแม่ทัพแล้วเขาก็พูดอะไรไม่ออก เขาทราบว่านั่นเป็นแววตาอันมั่นคงยากเปลี่ยนความตั้งใจ แต่นั่นไม่ใช่แววตาโหดเหี้ยมไร้เหตุผล ท่านแม่ทัพมีเหตุผลส่วนตัว ซึ่งก็คือการทดสอบว่าเขาเหมาะจะดูแลหลานรักหรือไม่ ดังนั้นแม็กมั่นใจยิ่งว่าแม่ทัพจะไม่ออมมือให้มากนัก แต่อาจจะไม่ได้ลงมืออย่างโหดเหี้ยมเกินไป

นึกถึงตอนนี้เขาก็ต้องสูดลมหายใจเข้าไปเพื่อระงับความตื่นเต้น จากคำร่ำลือนั้น แม่ทัพฟาร์อีสต์ขึ้นชื่อเรื่องการเวทย์สายฟ้า ซึ่งเป็นเวทย์ผสมผสานระหว่างธาตุไฟและธาตุลม จุดเด่นของธาตุนี้คือความรวดเร็วเหมือนสายลม และมีพลังทำลายล้างของธาตุไฟ แต่มีจุดอ่อนคือแพ้ทางต่อธาตุดิน ซึ่งแม็กไม่เคยใช้ธาตุดินมาก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่ถือว่าได้เปรียบ

ทางเลือกหนึ่งก็คือใช้โซ่ทิวากาลออกมารับมือ แต่แม็กรู้สึกว่านั่นไม่ถูกต้อง เพราะแม่ทัพฟาร์อีสต์ประกาศว่าจะใช้มือเปล่าสู้กับเขา ดังนั้นหากเขาจะใช้อาวุธเข้าต่อสู้ ก็รู้สึกได้ว่าอาจจะทำให้ท่านแม่ทัพเกิดความรู้สึกในแง่ลบต่อตัวเขาได้ ดังนั้นเขาจึงต้องใช้สองมือเปล่าเข้ารับมือ เพื่อแสดงความเป็นชายชาตรีชาตินักรบออกมาให้เห็น

หากเป็นก่อนหน้าที่เขาได้รับพลังปราณจักรวาล ปราณสวรรค์ และปราณมารฟ้ามา แม็กคงจะยกธงขาวยอมแพ้ตั้งแต่แรก เพราะแค่เห็นท่าร่างอันว่องไวของแม่ทัพก็สำนึกตัวแล้วว่าคงตามไม่ทัน หากทว่าหลังจากได้ครอบครองปราณระดับเก้าดาวเหล่านี้ เขาก็เกิดความรู้สึกว่าอยากทดลองต่อสู้ด้วยเคล็ดปราณเหล่านี้ดูบ้าง อย่างดีต่อให้พ่ายแพ้ก็ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ใหญ่ ซึ่งก็คือต้องแข็งแกร่งเหนือใครเพื่อสร้างฮาเร็มของเขาเองขึ้นมา!!!

ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าถ่ายทอดออกมาทางแววตา สมาธิ และการโคจรพลังปราณ ท่านแม่ทัพฟาร์อีสต์ที่ผ่านการต่อสู้มาไม่น้อยจึงยิ้มพออกพอใจเพราะรับรู้ได้ถึงความตั้งใจนั้น เพียงแต่แม่ทัพนั้นเข้าใจว่าแม็กตั้งใจต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเหมาะสมกับฐานะหลานเขย ในขณะที่ความจริงแล้วความตั้งใจอันแรงกล้าของแม็กนั้นกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มองไกลกว่านั้นมากมายนัก

“สายลมปราณงั้นเรอะ? ฮ่า ฮ่า น่าสนุก ระวังนะไอ้หนู ใช้พลังให้เต็มที่เลย ลานประลองมีม่านอาคมป้องกันไว้แล้ว!!!”

แม่ทัพฟาร์อีสต์ส่งเสียงหัวเราะร่วน ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะปรากฎกระแสไฟฟ้าสีขาวสว่างวาบออกมาครอบคลุมจนทั่ว และนี่คือท่าร่างอาภรณ์สายฟ้าในตำนานไร้เทียมทานของเมืองเลอองนิสต์ มันคือท่าร่างที่เน้นเสริมความเร็ว และเสริมพลังทำลายล้าง และท่าร่างนี้เองที่เคยต้านทานกองกำลังทหารหาญนับหมื่นคนของเมืองแบล็คฟอร์ดได้โดยลำพัง

เหล่าทหารที่ทำหน้าที่ดูแลลานประลองต่างพากันแตกตื่น และรีบวิ่งไปประจำการตำแหน่งของแท่งผลึกขนาดใหญ่ทั้งหกด้านของลานประลองรูปวงกลมรัศมีห้าสิบเมตร ซึ่งลานประลองนี้ได้ถูกลงอักขะมนตราให้มีม่านพลังป้องกันไว้โดยรอบไม่ให้มีการโจมตีอะไรหลุดออกไปภายนอก ยกเว้นก็แต่กรณีที่การโจมตีนั้นรุนแรงกว่าการโจมตีของนักเวทย์รวมกันห้าสิบคน

เมื่อผลึกเวทย์มนตร์ทั้งหกส่องแสงสว่างวาบเป็นสัญญาณบอกว่าม่านพลังป้องกันพร้อมแล้ว ร่างที่เต็มไปด้วยสายฟ้าก็พุ่งวาบตรงดิ่งราวกับลำแสงเส้นหนึ่ง ร่างนั้นพุ่งทะยานฝ่าระยะห่างห้าสิบเมตรได้ภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งวินาที จากนั้นกำปั้นที่เต็มไปด้วยพลังประจุสายฟ้าก็เหวี่ยงกระแทกตรงไปยังทรวงอกของคู่ต่อสู้ และกระบวนท่าอันแสนเรียบง่ายนี้เองที่เคยคร่าชีวิตทหารในสมรภูมิมาแล้วนับพันนับหมื่นชีวิต

เรื่องน่าแปลกเหลือคาดหมายพลันอุบัติขึ้น กำปั้นยังไม่ทันปล่อยออก แม็กก็ขยับวูบเบี่ยงร่างไปด้านข้างราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะโดนโจมตีตรงตำแหน่งใด และนั่นก็ทำให้หมัดสายฟ้าที่แทบไม่เคยพลาดเป้าต้องต่อยวืดโดนแต่เพียงอากาศ แล้วส่งพลังสายฟ้าวิ่งเป็นเส้นตรงไปกระแทกใส่ม่านพลังป้องกันจนสั่นไหววูบ

“โฮ่ ไม่เลวนี่ไอ้หนู ไหนเอาใหม่ซิ”

แม่ทัพฟาร์อีสต์หันไปมองดูแม็กแล้วเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะแม้ว่ากระบวนท่าเมื่อครู่จะใช้พลังทำลายเพียงหนึ่งในสี่ของปกติ แต่ว่าในเรื่องของความเร็วนั้นต้องเรียกว่าด้อยกว่าปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การที่อีกฝ่ายสามารถหลบหลีกได้โดยไม่บาดเจ็บเลยจึงเหนือความคาดหมายเป็นอย่างยิ่ง

ร่างอาภรณ์สายฟ้าเปล่งแสงสีขาวขยับวูบอีกครั้ง หมัดซ้ายขวาเหวี่ยงวูบไหวไปมาราวกับประกายาสายฟ้าจนผู้คนมองดูตามไม่ทัน หากทว่าที่ไม่น่าเชื่อก็คือคู่ต่อสู้กลับยังคงเคลื่อนไหวหลบหลีกได้ ถึงแม้จะดูเหมือนไร้ท่วงท่าไร้ความสง่างาม หากทว่าเขาก็สามารถหลบหลีกได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางสายตาที่แตกตื่นของเหล่าทหารในค่าย

คนที่แตกตื่นกว่าใครย่อมต้องเป็นคนที่รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของท่าร่างอาภรณ์สายฟ้า ซึ่งคนเหล่านี้ก็คือเซเฟีย เหล่านายทหารระดับสูง รวมไปถึงตัวแม่ทัพฟาร์อีสต์เอง พวกเขาต่างรู้ดีว่าจุดเด่นของท่าร่างสายฟ้านั้นรวดเร็วทรงพลังถึงเพียงไหน หากทว่าสิ่งที่ร้ายกาจยิ่งกว่ากลับเป็นพลังประจุสายฟ้าที่แอบแฝงอยู่ทั่วร่างรวมไปถึงอากาศรอบตัว

คู่ต่อสู้ที่มีปัญญาสามารถหลบหลีกการโจมตีได้ แต่เมื่อโดนประชิดใกล้ก็จะต้องโดนประจุสายฟ้าเล่นงานจนตัวชากระตุก โดนลดทอนประสาทสัมผัสลงทีละน้อย จนกระทั่งบางรายถึงขนาดล้มพับลงไปนอนกระตุกเฮือกโดยที่โดนเพียงประจุสายฟ้าด้วยซ้ำ ผู้ที่จะสามารถทนทานพลังประจุสายฟ้าเหล่านี้ได้โดยไม่แสดงอาการอะไรเลย หากไม่ใช่พวกสังกัดธาตุดิน ก็ต้องเป็นพวกระดับสุดยอดฝีมือเท่านั้น หากทว่าเวลานี้ชายหนุ่มที่ท่าทางไม่เหมือนสุดยอดฝีมือผู้นี้กลับสามารถต้านทานเอาไว้ได้

“น่าสนใจ น่าสนใจ เจ้าหนูเจ้าฝึกอะไรมากันแน่ ท่วงท่าของเจ้าดูไม่ค่อยมีแบบแผนจนดูเหมือนไร้ท่วงท่า แต่ว่าเจ้ากลับสามารถเคลื่อนไหวหลบหลีกกระบวนท่าของข้าได้ ทั้งยังทำให้ข้าคาดเดาการเคลื่อนไหวไม่ออก แม้แต่ประจุสายฟ้าก็ดูจะไม่กระทบกระเทือนเจ้าเลยแม้แต่น้อย และที่สำคัญก็คือดูเหมือนว่าเจ้าจะอ่านการเคลื่อนไหวของข้าได้เสียด้วย”

แม่ทัพฟาร์อีสต์โหมบุกต่อเนื่องไปราวสองนาทีจึงค่อยหยุดยั้งมองดูชายหนุ่มรุ่นหลานด้วยความชื่นชม และคำวิจารณ์ของแม่ทัพนั้นก็ตรงประเด็นยิ่ง ถึงแม้ว่าตัวแม่ทัพเองจะยังไม่ได้ทุ่มสุดแรงสุดฝีมือ แต่ก็ถือว่าใช้พลังฝีมือไปไม่ต่ำกว่าเจ็ดในสิบส่วนแล้ว

หากทว่าการเคลื่อนไหวของแม็กนั้นไร้แบบแผนและคาดเดาไม่ได้โดยสิ้นเชิง แต่หากจะให้บอกว่าสับสนวุ่นวายก็คงไม่ใช่ เพราะสามารถหลบหลีกการโจมตีได้ทุกครั้งไป อีกทั้งยังสามารถทนทานต่อประจุไฟฟ้าได้โดยไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย

กระนั้นส่วนที่แม่ทัพฟาร์อีสต์รู้สึกฉงนสงสัยมากที่สุด กลับเป็นการที่แม็กสามารถเคลื่อนไหวล่วงหน้าเพื่อหลบเลี่ยงการโจมตีราวกับว่าสามารถอ่านใจของเขาได้

ด้านแม็กที่ได้รับคำชมนั้นต้องแอบฝืนยิ้มออกมา เขาหลบเลี่ยงได้จนถึงตอนนี้ก็นับว่าเต็มฝืนแล้ว ส่วนเรื่องสวนกลับนั้นยิ่งยากจะคาดหวัง เพราะแค่พยายามหลบการโจมตีให้ได้ในแต่ละครั้งนั้นก็จวนตัวเต็มที เขาจึงไม่มีโอกาสสวนกลับเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เขาทราบดีว่าการที่เขาหลบหลีกได้ในครั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้การฝึกกับไดโอนีเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าเขาจะมีประสาทสัมผัสเฉียบแหลมขึ้นและว่องไวขึ้นจากปราณระดับเก้าดาว รวมถึงสามารถสัมผัสอันตรายล่วงหน้าได้จากสัมผัสแห่งกาลเวลา หากทว่าที่ทำให้เฉียบคมได้ถึงขนาดนี้นั้นจะอย่างไรก็ต้องขอบคุณไดโอนี

การเคลื่อนไหวของแม่ทัพในตำนานนั้นกล่าวได้ว่ารวดเร็วยิ่ง เพียงแต่หากเทียบกับไดโอนีแล้ว แม็กกลับพบว่าไดโอนีนั้นร้ายกาจกว่าหลายเท่า เขาทราบดีว่าทั้งคู่ต่างก็ออมมือให้เขาแล้วไม่น้อย แต่การโจมตีของไดโอนีที่ออมมือให้มากกว่านั้น ก็ยังเหนือล้ำกว่าของแม่ทัพฟาร์อีสต์หลายเท่า

การเคลื่อนไหวของแม่ทัพฟาร์อีสต์นั้นรวดเร็วรุนแรงดุจสายฟ้าฟาด แต่ทุกการเคลื่อนไหวนั้นโอ่อ่าผ่าเผยสามารถคาดเดาที่มาที่ไปได้ หากทว่าการโจมตีของไดโอนีนั้นแม้จะให้ความรู้สึกเรียบง่าย แต่กลับลึกลับพิศดารยากคาดเดาที่มาที่ไป ทั้งยังมุ่งทะลวงจุดตายที่ไม่สามารถป้องกันหรือหลบหลีกได้ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะสามารถสัมผัสล่วงได้หน้าได้ในหลักเสี้ยววินาที เขาก็ยังแทบไม่สามารถหลบการโจมตีครั้งแรกของไดโอนีได้

ในส่วนของท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้น ไดโอนีและคาร่าไม่ได้สอนกระบวนท่าอะไร ซ้ำยังบอกให้เขาไม่ต้องสนกระบวนท่าเสียด้วยซ้ำ โดยที่สองสาวต่างก็บอกตรงกันว่า หากจดจำกระบวนท่าไป เขาอาจจะเก่งกาจขึ้นบ้างในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นกระบวนท่าจะกลายเป็นตัวถ่วงที่ยากจะสลัดออก เขาจึงไม่ได้ฝึกกระบวนท่าอันตายตัว แต่เน้นเคลื่อนไหวไปตามจังหวะเป็นหลัก

ประเด็นเรื่องของประจุไฟฟ้านั้น ต้องขอบคุณปราณจักรวาลที่ช่วยจัดการให้ลมปราณไม่ปั่นป่วนสับสน รวมไปถึงร่างกายเลือดเนื้อของชนเผ่าไททันในตำนาน ซึ่งมีคุณสมบัติในการปรับตัวอย่างยอดเยี่ยม ร่างกายของเขาจึงเพียงรู้สึกชาด้านในการโจมตีครั้งแรกเท่านั้น แต่เมื่อแม่ทัพหยุดให้เขาได้พักวูบหนึ่ง ร่างกายก็เริ่มปรับตัวทนทานต่อกระแสไฟฟ้า ทำให้ไม่ไดนผลกระทบมากนัก กระนั้นก็ยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นไหม้และความปวดแสบปวดร้อนตามผิวกายที่โดนความร้อนแผดเผาอยู่บ้าง

“เคล็ดคืนวิญญาณ หนึ่งในปราณสวรรค์เจ็ดวิถี”

แม็กสูดลมหายใจและเรียกใช้หนึ่งในเคล็ดปราณสวรรค์ ซึ่งเคล็ดคืนวิญญาณนี้มีสรรพคุณในการรักษาอาการบาดเจ็บต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม และความแตกต่างระหว่างการใช้เคล็ดปราณนี้กับการใช้เวทย์รักษาของนักบวชก็คือ ปราณรักษาส่งผลรวดเร็วกว่า แต่ไม่สามารถใช้กับผู้อื่นได้ กระนั้นที่สำคัญที่สุดก็คือร่างของเผ่าไททันนั้นมีการฟื้นฟูรวดเร็วอยู่แล้ว เมื่อรวมเข้ากับการฟื้นฟูของปราณเข้าไปอีกจึงยิ่งมีประสิทธิภาพทบเท่าทวี

เมื่อเรียกใช้เคล็ดปราณคืนวิญญาณ ร่างกายก็คล้ายกับโดนสายน้ำชะโลมรินจนเย็นสบาย เพียงพริบตาเดียวแผลไฟลวกเล็กน้อยตามร่างกายก็หายวับราวกับไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน หลงเหลือไว้แต่เพียงเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นเท่านั้น

การรักษาตัวอันรวดเร็วนี้ทำให้แม่ทัพฟาร์อีสต์มองดูด้วยความชื่นชมมากกว่าเดิม ในขณะที่เหล่าทหารที่พอมีฝีมือต่างก็พากันแตกตื่นฉงนสงสัย เพราะไม่เคยเห็นการรักษาตัวเองที่รวดเร็วถึงเพียงนี้

“ฮ่า ฮ่า น่าสนุกจริง ๆ นี่เจ้าใช้ปราณอะไรกันแน่ไอ้หนู คราวนี้ข้าจะเพิ่มพลังเป็นแปดส่วนล่ะนะ ระวังให้ดี”

เสียงหัวเราะของแม่ทัพฟาร์อีสต์ดังลั่น นั่นเป็นเสียงหัวเราะด้วยความรู้สึกสาแก่ใจ เพราะฐานะแม่ทัพในตำนานนั้น ทำให้ไม่มีใครคิดหาญต่อกรด้วยมากนัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแม่ทัพจึงรู้สึกเหงาขาดแคลนคู่มือไม่น้อย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยเบื้องหน้ามีความสามารถเพียงพอ นิสัยอยากเอาชนะจึงถูกปลุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

คำประกาศเอาจริงกว่าเดิมของแม่ทัพฟาร์อีสต์ ทำเอาเหล่าทหารที่อยู่รายรอบพากันเคร่งเครียด นายกองถึงกับออกคำสั่งให้พวกทหารเกราะหนักเร่งไปยืนล้อมรอบลานประลองและตั้งแถวโล่เอาไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ในขณะเดียวกันก็มีคำสั่งเรียกระดมเหล่านักเวทย์ให้ออกมาประจุพลังเวทย์ใส่ผลึกทั้งหกแท่ง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของม่านเวทย์ป้องกันไปด้วยพร้อมกัน

แสงสีขาวเจิดจ้าราวกับสายฟ้าฟาดสว่างวาบจนทุกคนตาพล่ามองอะไรไม่เห็นไปแวบหนึ่ง นั่นเป็นเพราะฟาร์อีสต์เร่งพลังเวทย์อาภรณ์สายฟ้าขึ้นมามากกว่าเดิม และพลังเวทย์นี้แม้จะคล้ายกับพลังปราณแต่ความจริงมันคือพลังเวทย์ เพราะหลักการพื้นฐานของมันคือรวบรวมพลังไอเวทย์ที่อยู่รอบด้านมาคลุมรอบกาย

สิ่งนี้แตกต่างจากพลังปราณที่จะซึมซับพลังเข้าไปในร่างแล้วเรียกใช้ออกมาจากภายใน หรือหากให้เทียบกันง่ายกว่าเดิมก็คือ การใช้เวทย์นั้นพลังจะอยู่นอกร่างกาย ในขณะที่พลังปราณนั้นพลังจะไหลเวียนอยู่ในร่างกายตนเอง และทั้งสองอย่างนี้ก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน

“Ruler!!! … เคล็ดมารหมื่นแปร หนึ่งในปราณมารฟ้าเจ็ดวิถี”

ในขณะที่แสงสว่างวาบจนไม่มีใครมองอะไรเห็นนั้น ประสาทสัมผัสของแม็กตรวจพบได้ถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วขึ้นอีกระดับของแม่ทัพฟาร์อีสต์ เขาจึงรีบเรียกใช้ทักษะ Ruler เพื่อเพิ่มพลังตนเอง 100% และลดพลังของอีกฝ่ายลง 25% ในขณะเดียวกันก็เรียกใช้อีกหนึ่งวิถีของเคล็ดปราณมารฟ้า ซึ่งเคล็ดปราณที่เตียวเสี้ยนเคยใช้ให้เห็นนี้เป็นเคล็ดปราณสังกัดธาตุลมและธาตุมืด ซึ่งมีสรรพคุณเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว รวมไปถึงสร้างภาพมายาตกค้างหลอกสายตาของคู่ต่อสู้

พลังที่ตกลงไปถึงในสี่ส่วนอย่างกระทันหันทำให้ฟาร์อีสต์แปลกประหลาดใจ โดยเฉพาะเมื่อเห็นชัดว่าหมัดของตนเองได้ทะลวงเข้ากลางอกของแม็ก หากทว่าสัมผัสที่ส่งผ่านมานั้นไม่ใช่ร่างเลือดเนื้อแต่เป็นเพียงอากาศอันว่างเปล่า ส่วนร่างจริงของแม็กนั้นได้หลบหลีกไปด้านข้างพร้อมกับต่อยหมัดเข้ามาใส่ใบหน้าแล้ว

ภาพตกค้างทำให้การเคลื่อนไหวของแม่ทัพเชื่องช้าไปวูบหนึ่ง หากทว่าก็ยังว่องไวพอที่จะสะบัดมืออีกข้างไปต้านรับการโจมตีเอาไว้โดยไม่ได้ยากลำบากนัก เสียงตุบจึงดังขึ้นเพราะแรงกระแทก เวทย์สายฟ้าจึงแผ่พุ่งสวนกลับจนท่าร่างของแม็กชะงักลงไปวูบหนึ่ง จากนั้นแม่ทัพก็สะบัดมืออีกข้างต่อยสวนกลับไปอย่างต่อเนื่องไม่มีอาการสะดุดหยุดลงของกระบวนท่า

กระนั้นนี่ก็เป็นอีกครั้งที่หมัดของฟาร์อีสต์กระแทกใส่ภาพมายาและอากาศอันว่างเปล่า เพราะร่างของแม็กนั้นได้ขยับวูบพลิกตัวเตะเท้าใส่เสียแล้ว นี่เป็นอีกครั้งที่แม่ทัพต้องรีบยกแขนขึ้นต้านรับอย่างฉุกละหุก จากนั้นทั้งคู่ก็สลับกันรุกรับเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมานับไม่ถ้วน

นี่คือความยอดเยี่ยมของเคล็ดมารหมื่นแปร เพราะนอกจากจะเพิ่มความรวดเร็วแล้ว ทุกการเคลื่อนไหวยังเต็มไปด้วยภาพมายาหลอกหลอน บ้างจริงบ้างเท็จ บ้างเชื่องช้าบ้างรวดเร็ว ยิ่งรวมเข้ากับการไร้กระบวนท่าของแม็กด้วยอีกทาง ก็ยิ่งทำให้ยากอ่านออกกว่าเดิม ถึงแม้ว่าแม็กจะยังใช้งานได้ไม่เชี่ยวชาญนัก แต่ประสิทธิภาพของมันก็ยังยอดเยี่ยมมากพอที่จะทำให้แม่ทัพมากประสบการณ์อย่างฟาร์อีสต์รับมือจนปั่นป่วนได้เช่นกัน

ตูม!! เสียงกระแทกหนักหน่วงดังขึ้นพร้อมกับสองร่างที่ลอยห่างออกจากกัน ฟาร์อีสต์ยืนเอามือไพร่หลังแล้วยิ้มแยกเขี้ยวด้วยความสะใจ เพราะมือทั้งสองข้างนั้นกำลังสั่นเทาจากพลังทำลายของชายหนุ่มอ่อนวัย นี่คือการต่อสู้ที่กระตุ้นจิตวิญญาณแห่งนักรบที่หลับไหลมานานได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่แม็กนั้นแม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก หากทว่าการฝึกปรือที่ด้อยกว่า ก็ทำให้เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยรอยขาดวิ่นลุกไหม้ ด้านเนื้อตัวก็เต็มไปด้วยรอยแผลไฟลวกส่งกลิ่นเนื้อไหม้ออกมาไม่น้อย ทุกครั้งที่เขาโจมตีไปสัมผัสโดนร่างของแม่ทัพฟาร์อีสต์ ก็จะปรากฎกระแสไฟฟ้าเล่นงานเขากลับมาส่วนหนึ่ง กระนั้นเขาก็ยังคงต้องเดินหน้าโจมตีใส่โดยไม่มีทางเลือก

หากตอนนี้ฟาร์อีสต์จะเปิดฉากลุกไล่ต่อ แม็กคงต้องย่ำแย่แล้ว แต่แม่ทัพดูจะยังอยากสนุกกับการต่อสู้อยู่บ้าง จึงปล่อยให้แม็กได้พักหายใจและรักษาตัวเองอีกครั้ง และแม็กก็ไม่ทำให้แม่ทัพผิดหวัง เพราะเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งนาที เคล็ดคืนวิญญาณของเขาก็ช่วยรักษาจนแผลไฟไหม้ภายนอกหายวับไปราวกับเป็นเรื่องโกหก แต่ก็ต้องแลกด้วยพลังปราณมหาศาลที่สูญหายไป

เวลานี้เหล่าทหารต่างก็ตื่นตะลึงจนแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกันแล้ว โดยเฉพาะเซเฟียที่ได้ใกล้ชิดกับแม็กกว่าใครยิ่งตื่นตะลึงมากเป็นพิเศษ เธอย่อมทราบว่าก่อนหน้านี้แม็กนั้นเป็นเพียงชายหนุ่มไร้ฝีมือ หากทว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ชายหนุ่มไร้ฝีมือกลับสามารถเอาตัวรอดจากพลังแปดส่วนของแม่ทัพระดับตำนานได้นานถึงขนาดนี้

“ฮ่า ฮ่า ไอ้หลานชาย เจ้ารับมือพลังแปดส่วนได้ ข้าก็วางใจยกนังหนูเซเฟียให้เจ้าดูแลได้แล้ว แต่ว่าข้ากำลังสนุก ขอข้าอัดด้วยพลังเต็มที่สักหน่อยก็แล้วกันนะเจ้าหนู ฮ่า ฮ่า”

ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าทหารนั้น แม่ทัพฟาร์อีสต์ซึ่งกำลังไฟลุกโชนก็เร่งพลังเวทย์อาภรณ์สายฟ้าขึ้นอีกระดับหนึ่ง หากทว่าคราวนี้กลับไม่มีแสงสว่างแสบตาให้เห็น ราวกับว่าพลังสายฟ้าทั้งหมดทั้งมวลกำลังอัดแน่นอยู่รอบกายของแม่ทัพฟาร์อีสต์จนเป็นเกราะแสงสีขาวอันเข้มข้น

เซเฟียสะดุ้งเฮือกไม่นึกว่าแม่ทัพฟาร์อีสต์จะเรียกใช้พลังระดับที่สามารถทำลายเมืองเล็ก ๆ ได้หนึ่งเมืองกับชายที่เธอรัก เธอจึงคิดจะปรากฎตัวออกไปห้าม หากทว่าเวทย์พันธนาการสายฟ้านั้นคงส่งผลอยู่ เธอจึงได้แต่เพียงมองดูด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยอยู่เช่นนั้น

แม้แต่เหล่าทหารทั้งหลายก็สะดุ้งเฮือกด้วยเช่นกัน เวลานี้ทหารทุกคนต่างรีบรีดเร้นพลังเวทย์สร้างม่านป้องกันกันแบบทุ่มสุดตัว เพราะต่างก็ทราบดีว่าพลังทำลายล้างของท่าไม้ตายนี้รุนแรงมากถึงเพียงไหน

“พร้อมนะไอ้หนู ขอโทษด้วยที่ข้าขอเอาจริง แต่เจ้าเป็นนักผจญภัย ต่อให้ตายไปก็สามารถกลับมาได้อีกครั้ง เจ้าพร้อมหรือไม่เจ้าหลานเขย”

แม็กฝืนยิ้มและพยักหน้าให้กับแม่ทัพฟาร์อีสต์ ตอนนี้เขาทราบแล้วว่าตนเองยังห่างชั้นจากระดับยอดฝีมือมากถึงเพียงไหน ทั้งที่เขามีจิตเทพมาร รวมถึงปราณระดับเก้าดาว และทักษะสุดโกงอย่าง Ruler ซึ่งเพิ่มพลังทุกอย่างขึ้น 100% จนเขาเผลอคิดว่าน่าจะหาคู่ต่อสู้ได้ยากแล้ว แต่ว่าตอนนี้เขากลับอยู่ในสภาพที่ค่าพลังปราณแทบจะหมดเกลี้ยง

เรียกได้ว่าเขาได้ทุ่มสุดตัวใช้แทบทุกอย่างที่มีแล้วแต่ก็ยังทำได้แค่หลบเอาตัวรอด และยังไม่สามารถกดดันสร้างความเสียหายให้อีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่แม่ทัพฟาร์อีสต์ยังไม่ได้ลงมือจริงจังเสียด้วยซ้ำ

ความจริงแล้วเขาสมควรยกธงขาวยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะคงไม่สามารถรับมือได้ไหวอีกต่อไป และหากเขาคิดขอยอมแพ้ ก็เชื่อได้ว่าแม่ทัพคงจะไม่ฝืนลงมือ หากทว่าหลังจากได้ประมือต่อสู้ด้วยวิถีของนักสู้ไปช่วงเวลาหนึ่งแล้ว เขากลับรู้สึกว่าไม่สามารถเอ่ยปากขอยอมแพ้ได้ นั่นคล้ายกับเกียรติยศของนักสู้ที่เขาไม่เคยทำความรู้จักมาก่อน และที่สำคัญก็คือเขาเชื่อว่าเขายังมีไพ่ตายที่ยังไม่ได้ใช้งานออกมา

ขณะที่ครุ่นคิดนั้นแม่ทัพฟาร์อีสต์ก็ได้ลงมือแล้ว ส่วนแม็กยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมคล้ายไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด และการเคลื่อนไหวของแม่ทัพในครั้งนี้ก็ทำให้ท้องฟ้าเหนือค่ายทหารเต็มไปด้วยเมฆฝนอันคุ้มคลั่ง ประกายสายฟ้าสีขาวแลบแปลบพัวพันยุ่งเหยิงราวมังกรตัวใหญ่แหวกว่ายวนเวียนอยู่ในเมฆฝนสีดำเบื้องบน

“Berserk Thunder (สายฟ้าคลั่ง)!!!”

แม่ทัพฟาร์อีสต์กระโดดขึ้นไปด้านบนพร้อมกับยกชูสองมือขึ้นไปด้านบน จากนั้นสายฟ้าที่แลบแปลบด้านบนหลายสิบเส้นก็ฟาดเปรี้ยงเป็นเส้นสีขาวลงมามือทั้งสองข้างของฟาร์อีสต์ แต่นั่นไม่ได้ทำร้ายทำอันตรายอันใดต่อแม่ทัพฟาร์อีสต์แม้แต่น้อย สายฟ้าเหล่านั้นนั้นเพียงฟาดลงมาแล้วควบแน่นรวมกันเป็นลูกบอลสายฟ้าลูกใหญ่ขนาดรัศมีหนึ่งเมตรลูกหนึ่ง

ที่น่าแปลกก็คือแทนที่บอลสายฟ้าจะเป็นสีขาว เมื่อพลังสายฟ้าเข้มขึ้นขึ้นมันค่อยกลับกลายเปลี่ยนเป็นสีดำเข้มสนิท และนี่คือกระบวนท่าที่สามารถทำลายล้างเมืองเล็ก ๆ ได้หนึ่งเมือง!!!

พลังทำลายนี้เทียบเท่ากับมหาเวทย์พายุสายฟ้าซึ่งจะกระหน่ำสายฟ้าลงไปในวงกว้าง หากทว่าที่แตกต่างก็คือบอลสายฟ้าลูกนี้รวบพลังทำลายล้างมาอยู่ในจุดเดียวกัน ดังนั้นพลังทำลายของมันจึงกล่าวได้ว่ามากมายมหาศาลกว่าสายฟ้าธรรมดาหนึ่งเส้นนับร้อยเท่า

พริบตานั้นบรรยากาศรอบด้านคล้ายจะโดนบอลสายฟ้ากลืนกินแสงสว่างจนรอบด้านมืดมิดไปวูบหนึ่ง และเมื่อบอลสายฟ้าเคลื่อนไหวออกมาจากสองมือของแม่ทัพฟาร์อีสต์ อากาศที่อยู่โดยรอบก็ถึงกับบิดเบี้ยวสั่นไหวเป็นลูกคลื่น

เวลารอบด้านคล้ายจะกลายเป็นเชื่องช้าในสายตาทุกคน บอลสีดำคล้ายจะเคลื่อนไหวด้วยความเกียจคร้านราวเต่าคลาน หากทว่าที่แท้จริงแล้วมันกลับรวดเร็วยิ่ง เพียงแต่สัญชาตญาณระวังภัยของทุกคนถูกปลุกจนตื่นตัวทำงานเต็มที่สิ่งที่สัมผัสได้จึงกลายเป็นเสมือนว่าเชื่องช้าลง

“แม็ก!!!”

เซเฟียส่งเสียงหวีดร้องเรียกชื่อเขาสุดเสียง เมื่อฟาร์อีสต์ทุ่มสุดตัวใช้มหาเวทย์บทนี้ พลังเวทย์พันธนาการก็เสื่อมคลายทำให้เซเฟียสามารถเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง หากทว่าเธอก็ทำได้เพียงส่งเสียงเรียกหา เพราะตอนนี้บอลสายฟ้าสีดำได้กลืนกินร่างของเขาหายไปจนหมด และตอนนี้มันกำลังจะแตกระเบิดออก

เสียงระเบิดดังก้องสะเทือนเลือนลั่นไปไกลทั้งสิบทิศถึงบริเวณตัวเมืองเลอองนิสต์ ผืนดินถึงกับสั่นสะเทือนราวกับบังเกิดแผ่นดินสั่นไหว ม่านพลังที่ใช้นักเวทย์กว่าร้อยชีวิตสร้างขึ้นมาทานได้เพียงไม่ถึงสิบวินาทีก็แตกร้าวกระจัดกระจาย เหล่าทหารที่อยู่รายรอบจึงปลิวกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ หากทว่าไม่มีผู้ใดบาดเจ็บหนัก เพราะต่างก็เร่งพลังเตรียมรับมือไว้แล้ว ทั้งยังกระจายตัวอยู่ห่างจากจุดกึ่งกลางแรงระเบิดพอสมควร รวมถึงมีม่านเวทย์คอยป้องกันไว้แล้วส่วนหนึ่ง

เซเฟียทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าในสภาพน้ำตาหลั่งนองหน้า เธอพูดอะไรไม่ออก แต่รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวภายในจิตใจ ตอนนี้เธอทราบแล้วว่าอีกฝ่ายนั้นมีความสำคัญในใจของเธอมากมายถึงเพียงไหน ทั้งที่รู้ว่านักผจญภัยเช่นเขาสามารถตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ แต่เธอก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี

เสียงระเบิดยังคงดังต่อเนื่องตามด้วยประกายสายฟ้าที่แลบแปลบตรงจุดระเบิด ที่ตรงนั้นกลายเป็นดินแดนแห่งความตาย นอกจากพลังทำลายล้างในครั้งแรกจนดินยุบเป็นหลุมลึกแล้ว ยังทำให้ประจุไฟฟ้าในบริเวณนั้นขาดความสมดุลย์ สายฟ้าจึงฟาดเปรี้ยงซ้ำลงไปรอบแล้วรอบเล่า จนกระทั่งเมื่อประจุไฟฟ้าเริ่มกลับสู่เสถียรภาพ ทุกสิ่งจึงค่อย ๆ สงบลงทีละน้อย

คนที่เคยเห็นความร้ายกาจของกระบวนท่าประหนึ่งเทพยุทธ์ยังพากันมองตาค้าง อย่าว่าแต่เหล่าทหารที่ยังไม่เคยเห็นซึ่งยืนหน้าซีดรู้สึกราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง ทุกคนต่างรู้สึกสงสัยเช่นเดียวกัน ว่ามนุษย์ผู้หนึ่งสามารถสร้างพลังทำลายล้างได้มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ และหากว่ามันถูกใช้ยิงลงไปในกองทัพในสภาพที่ไม่มีม่านเวทย์ป้องกันระดับสูงแล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่ากองทหารนับพันชีวิตอาจจะตายหมดในคราวเดียวก็เป็นได้

ทุกคนต่างยืนหยุดนิ่งซึมเซา คล้ายยืนมองปรากฎการณ์ภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถต้านทาน ไม่มีใครคิดว่าชายหนุ่มจะรอดชีวิตจากพลังทำลายล้างระดับนี้ได้ หากทว่าเมื่อฝุ่นควันจางลง ทุกคนก็ต้องลืมตาอ้าปากค้างด้วยความแตกตื่นยิ่งกว่าก่อนหน้านี้อีก เพราะว่าชายหนุ่มคนนั้นยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงกลางจุดระเบิดโดยไม่ได้สูญสลายหายไป

พื้นดินที่เขายืนอยู่เหลือเพียงน้อยนิดที่อยู่ในสภาพปกติ ในขณะที่พื้นที่โดยรอบนั้นโดนความร้อนแผดเผาจนกลายเป็นหินหลอมเหลวสีดำแดงส่งคลื่นความร้อนรุนแรงออกมา

เซเฟียเบิกตาค้างมองดูเงาร่างของเขาได้ครู่เดียว สองตาก็พล่าเลือนเพราะน้ำตาที่ไหลพรากออกมา เธอไม่ทราบว่านั่นคือปาฎิหารย์จากพระเจ้าหรืออะไร เธอรู้และสนใจแค่เพียงว่าเขายังคงยืนหยัดอยู่ตรงนั้น เขายังไม่ตาย!!!!

ภายหลังจากพยุหะสายฟ้า สายฝนก็กระหน่ำเทลงมาหนาหนัก ผืนดินที่โดนความร้อนหลอมเหลวจึงค่อย ๆ เย็นตัวกลายเป็นหินแข็งที่มีไอร้อนออกมาเล็กน้อย และในขณะที่ทุกคนนิ่งเงียบเหมือนโดนสะกด เซเฟียกลับยันตัวลุกขึ้นแล้วออกวิ่ง เธอวิ่งย่ำเท้าไปสุดแรงทั้งที่นำ้ตายังคงหลั่งไหลออกมาเช่นนั้น เธอพยายามกระพริบตามองดูเขา หากทว่าเห็นเพียงเงาร่างสองตาก็พล่าเลือนใหม่อีกครั้งเพราะน้ำตายังไงไหลเอ่อออกมาไม่หยุดยั้ง

เธอสะดุดพื้นและล้มกลิ้งลงไปคลุกฝุ่นเนื่องจากมองไม่เห็นหนทาง หากทว่าเธอก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อ เธอวิ่งและวิ่งย่ำเท้าลงไปบนหินอุ่นร้อน ก่อนจะคว้าร่างของเขามาสวมกอดแล้วส่งเสียงร่ำไห้โฮราวกับเด็กน้อยที่ไม่รู้จักเก็บอาการ เธอร้องเรียกชื่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอโอบกอดเขาไว้แนบแน่น เธอทราบหัวใจตนเองแล้วว่าเธอไม่อยากสูญเสียเขาไป

“เซเฟีย …”

แม็กโอบกอดเซเฟียแล้วกล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหนื่อยอ่อน แม้ว่าเขาจะรอดตายมาได้ แต่ร่างกายของเขากลับเต็มไปด้วยแผลร้อนลวก อีกทั้งเวลานี้ค่าพลังปราณ จิต และเวทย์ของเขานั้นได้กลายเป็นศูนย์หน่วย เพราะผลกระทบจากทักษะที่เขาใช้เอาตัวรอด ทำให้ไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างที่เคยกระทำมา

แม่ทัพฟาร์อีสต์ยืนมองดูชายหนุ่มด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งสาแก่ใจได้ที่หลานเขยเอาชีวิตรอดได้ ทั้งแปลกประหลาดใจว่าอีกฝ่ายเอาตัวรอดมาได้เช่นไร เพราะเมื่อครู่นั้นแฝงพลังโจมตีเต็มที่แล้ว แต่ว่าแรงระเบิดทำลายล้างดูจะเบาบางน้อยลงไปเหลือเพียงไม่ถึงครึ่ง ราวกับว่าพลังสายฟ้าที่ซัดออกไปนั้นหายสาปสูญไปส่วนหนึ่ง

แม็กคล้ายจะเข้าใจความงุนงงของแม่ทัพฟาร์อีสต์ จึงหันไปมองแล้วยิ้มให้โดยยังคงโอบกอดเซเฟียเอาไว้แนบอก เมื่อครู่เขาเอาตัวรอดมาได้จากทักษะสุดโกงระดับสิบดาวที่ได้รับมา และนั่นก็คือทักษะที่เรียกว่า Negate Magic (ต่อต้านมนตรา)

เขาทราบดีว่าต่อให้ทุ่มสุดพลังเขาก็คงไม่สามารถต้านทานพลังทำลายล้างระดับนี้ได้ ทั้งยังไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ เขาจึงเสี่ยงเดิมพันกับทักษะที่สามารถลบล้างพลังเวทย์ ปราณ และจิตได้ และผลลัพธ์ก็เป็นดั่งที่เห็น เขาสามารถเอาชีวิตรอดมาได้

เมื่อบอลสีดำครอบคลุมกลืนกินเขาไว้ ทักษะนี้ก็ได้ทำให้พลังเวทย์ที่แตะสัมผัสโดนตัวของเขาหายวับไป และนั่นทำให้พลังทำลายล้างของบอลสายฟ้าสีดำหายไปครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย

หากทว่าที่เขายังได้รับบาดเจ็บ ก็เพราะพลังทำลายส่วนที่เหลือนั้นกระแทกกับพื้นแล้วระเบิดออกจนก้อนหินหลอมละลาย ซึ่งคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นจากก้อนหินหลอมเหลวเหล่านี้ไม่นับเป็นพลังพิเศษ ทักษะนี้จึงไม่สามารถป้องกันมันไว้ได้ เมื่อสัมผัสกับร่างกายที่ไร้ซึ่งพลังพิเศษคอยป้องกัน จึงเกิดอาการลวกไหม้เจ็บปวดไม่น้อย แต่นับว่าเขายังโชคดีที่สายฝนตกกระหน่ำลงมาเสียก่อน

อย่างไรก็ตามเนื่องจากได้รับความเสียหายและบาดเจ็บมากเกินไป อีกทั้งยังใช้พลังปราณและเวทย์มนตร์จนหมดเกลี้ยง สติของแม็กจึงเริ่มหลุดลอยไปทีละน้อย ค่าพลังชีวิตของเขานั้นลดต่ำลงจนอยู่ในระดับที่เรียกว่าอาการสาหัส อีกทั้งบาดแผลบนร่างกายยังทำให้ค่าพลังชีวิตลดฮวบลงไปตามเวลาด้วย

เซเฟียแสดงให้เห็นถึงความมีสติ เธอรีบวางแม็กลงไปนอนหงาย และหยิบเอาขวดยาเพิ่มพลังระดับสูงสีขาวมาให้แม็กดื่มกิน ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นบ้างไม่น้อย หากทว่าอาการปวดแสบปวดร้อนจากบาดแผลนั้นก็ทรมาณเกินไปจนเขาอยากยอมแพ้ ทั้งที่ทราบดีว่าหากผลอยหลับไปในสภาพนี้ เขาอาจจะตายในเกมเป็นครั้งแรกก็ได้

‘ตายในเกมสักครั้งก็ดีมั้ง ทนอยู่แบบนี้ทรมาณไปหน่อย’

แม็กหลับตาลงยอมรับสภาพเพราะความเจ็บปวดนั้นรุนแรงเกินไป อย่างดีหากเขาตายก็แค่โดนลงโทษรอเวลาเกิดใหม่เล็กน้อย ส่วนระดับเลเวลนั้นคงไม่สามารถลดไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว เพราะเขายังคงอยู่ที่ระดับเลเวลหนึ่ง

“ช่างเถอะนังหนู บาดแผลสาหัสเกินไป ไอ้หนูนี่น่าจะไม่รอด แต่ไม่นานมันก็คงจะฟื้นกลับขึ้นมาเอง เพราะเจ้านี่มันเป็นนักผจญภัย อย่างดีก็คงจะแค่โดนลดระดับเลเวล หรือไม่ก็โดนลบทักษะออก”

แม่ทัพฟาร์อีสต์เดินเข้ามาพูดปลอบให้เซเฟียยอมรับสภาพ เพราะโดยปกติแล้วอาการบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ต่อให้ใช้เวทย์รักษาระดับสูงก็ยังไม่แน่ว่าจะรักษาได้ ดังนั้นเขาจึงแน่ใจว่าแม็กคงไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามเมื่อได้ยินประโยคคำพูดนี้ แม็กซึ่งหลับตายอมรับสภาพก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมา เขาเพิ่งนึกออกว่าหากผู้เล่นตาย จะมีโอกาสสุ่มลบทักษะทิ้งไปหนึ่งอย่าง ซึ่งแม้ว่าโอกาสจะน้อยนิด แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ทักษะของโฟร์มดที่เขาแสนหวงแหนจะโดนลบไป ซึ่งนั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขายอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

ความฮึดสู้เอาชีวิตรอดที่ตื่นขึ้นมา กระตุ้นจนอะไรบางอย่างในร่างตื่นขึ้นมาด้วย เขาพยายามสัมผัสถึงพลังพิเศษในร่าง หากทว่าไม่สามารถสัมผัสพลังอะไรได้ เพราะโดนผลกระทบจากทักษะ Negate Magic กระนั้นเขาก็ยังคงพยายามต่อไปอย่างไม่ลดละ โดยไม่สนใจต่ออาการปวดแสบปวดร้อนทรมาณที่ยิ่งมายิ่งหนักหน่วง

สติของเขายิ่งมายิ่งเลอะเลือน ประสาทสัมผัสทุกส่วนกลายเป็นหยุดทำงานจนสัมผัสอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย พลังชีวิตคล้ายเปลวเทียนที่วูบไหวไปมากลางพายุคลั่ง เปลวเทียนมีแต่จะริบหรี่ลงใกล้ดับวูบได้ในทุกเสี้ยววินาที หากทว่าพลังใจอันเข้มแข็งที่ไม่มีวันสั่นคลอนก็ยังประคบประคองเปลวเทียนไว้ไม่ยอมให้ดับวูบลงไป เขาเพียงรู้ว่าเขาจะไม่ยอมสูญเสียทักษะสุดยอดที่ได้มาโดยเด็ดขาด

ชายหนุ่มไม่ทราบว่าการต่อสู้ยื้อชีวิตนี้ผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด หรือต้องต่อสู้ไปอีกเนิ่นนานเพียงใด หากทว่าจิตใจของเขานั้นไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะยอมแพ้ และนั่นก็ทำให้ปาฎิหารย์บังเกิดขึ้น

“เหตุใดท่านจึงต้องยื้อต่อไป เหตุใดท่านจึงไม่ยอมปล่อยให้ชีวิตสิ้นสลาย เหตุใดท่านจึงต้องอดทนต่อความเจ็บปวดทรมาณ”

เสียงหวานใสน่ารักของเด็กสาวเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในมโนสติ และพริบตานั้นเองที่ความเจ็บปวดทั้งหลายทั้งมวลได้เลือนหายไป แม็กรู้สึกเหมือนตนเองกำลังยืนอยู่ในความมืดมิดซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายกับโลกแห่งจิตที่เขาเคยเข้าไปฝึกกับไดโอนี เพียงแต่คนที่อยู่เบื้องเขาในตอนนี้กลับไม่ใช่ไดโอนี

นั่นเป็นเด็กสาวอายุราวสิบสองสิบสามขวบ ดวงตาของเธอเป็นสีส้มเช่นเดียวกับสีของเส้นผม ใบหน้าของเธอน่ารักสดใสเปล่งประกายความงามดุจดั่งเทพธิดาตัวน้อย แม้ว่าเวลานี้เด็กสาวจะยังอ่อนวัยเกินไป แต่แม็กมั่นใจว่าหากเด็กสาวเติบโตขึ้น เธอจะต้องเป็นสาวงามที่ไม่แพ้สุดยอดร้อยแปดสาวงามอย่างแน่นอน หากทว่าปัญหาก็คือเขานึกไม่ออกว่าเธอคือใคร และปรากฎตัวออกมาคุยกับเขาทำไม

“ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ ก็แค่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป … แล้วเธอเป็นใครกัน?”

แม็กสงสัยว่านี่อาจจะเป็นภารกิจบางอย่าง เพียงแต่ยังนึกไม่ออกว่ารับภารกิจนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาจึงลองตอบแบบกึ่งจริงกึ่งเท็จไป เพราะคงดูไม่ดีนัก หากจะบอกว่าเขาอยากรอดชีวิตเพราะกลัวว่าทักษะสำคัญจะโดนลบ

“ท่านผ่านการทดสอบแล้ว นายท่านผู้เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการเอาชีวิตรอด ข้าตามหาบุคคลเช่นท่านมานานจนลืมเลือนวันเวลา ผู้แข็งแกร่งทรหดนั้นมากมีเกินนับ หากทว่าผู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ให้แก่ความตายนั้นมีเพียงนับนิ้วได้ จงเอ่ยนามของข้าเพื่อสร้างพันธะสัญญาแห่งชีวิตที่แท้จริง และกลับฟื้นคืนสู่ชีวิตด้วยกันเถิดนายท่าน”

เด็กสาวมองดูเขาด้วยดวงตากลมโตสุกใสแวบหนึ่ง ก่อนจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าและเดินเข้ามาหาเขาในสภาพเปลือยเปล่า พร้อมกับพูดประโยคที่เขาไม่เข้าใจ เขาไม่ทราบว่าเด็กสาวน่ารักคนนี้คือใคร จึงไม่ทราบว่าจะเอ่ยชื่อของเธอออกมาได้อย่างไร ทั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพันธะสัญญาแห่งชีวิตที่เธอเอ่ยถึงนั้นคืออะไร

อย่างไรก็ตามเด็กสาวกลับไม่สนใจท่าทีงุนงงของเขา เธอเดินเข้ามาใกล้แล้วโผเข้ามากอดพร้อมกับเสนอจูบอันดูดดื่มจนแม็กได้แต่ตื่นตะลึง ร่างอ้อนแอ้นงดงามของเด็กสาวนั้นร้อนแรงดั่งเปลวไฟ หากทว่าความร้อนแรงนั้นกลับไม่แผดเผาทำร้ายตัวเขาแม้แต่น้อย มันคล้ายกับว่าเธอเป็นเปลวไฟ และเขาเองก็เป็นเปลวไฟไปด้วยพร้อมกัน

สัมผัสนี้ทำให้หัวสมองของแม็กสว่างวาบขึ้นมา ชื่อหนึ่งแวบผ่านเข้ามาในห้วงความคิดทั้งที่เขาแทบไม่อยากเชื่อด้วยซ้ำว่าเด็กสาวคนนี้กับสิ่งนั้นเกี่ยวพันกันได้อย่างไร กระนั้นเมื่อชื่อนี้แวบผ่านเข้ามาในความคิด ดวงตาของเด็กสาวก็เปล่งประกายดั่งดวงดาว เธอมองเขาแล้วแย้มยิ้มสุขสันต์ ก่อนที่ร่างของเด็กสาวจะค่อย ๆ แปรสภาพไปเป็นเปลวเพลิงสีส้มร้อนแรง

เปลวเพลิงสีส้มนั้นอาบไล้ให้ความอบอุ่นสบายจนเขาอยากหลับไหล หากทว่าดวงตายังคงเบิกกว้างมองดูความเปลี่ยนแปลงโดยไม่ยอมกระพริบตา เด็กสาวที่เพิ่งจูบกับเขาไปนั้นได้แปรสภาพไปเป็นวิหคเพลิงสีส้มแสนสง่างามตัวหนึ่ง ร่างทั้งร่างของวิหคตัวนั้นมีแต่เพลิงไฟลุกโชดช่วง ปีกแห่งเปลวเพลิงนั้นแผ่กางสยายมาโอบคลุมร่างของเขาไว้พร้อมกับไออุ่นที่แทรกซึมเข้ามาในร่าง

แม็กไม่อาจฝืนทนความง่วงงุนได้อีกต่อไป เขาจึงค่อย ๆ ผลอยหลับลงไปทีละน้อย เพราะความอบอุ่นนั้นให้ความรู้สึกสุขสบายเกินไป หากทว่าก่อนที่สติของเขาจะเลือนหายไป เขาก็ได้ยินเสียงปลื้มปิติยินดีของเด็กสาวดังขึ้นที่ข้างใบหู

“พักผ่อนก่อนเถิดเจ้าชีวิตของข้า พันธะสัญญาแห่งชีวิตเสร็จสมบูรณ์แล้ว ท่านได้ตระหนักถึงชื่อตั้งแต่สมัยบรรพกาลแห่งข้า … นามของข้านั้นคือ เฟิ่งหวง …”

………………………………………..

ถ้าชอบเว็บนี้ คลิกแบนเนอร์ด้านบนวันละครั้ง ^-^
If you like this web. Please click banner above 1 click/day ^-^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *